“ทวี” ชำแหละวิกฤตขยะพิษ ผลพวงทุจริตเชิงโครงสร้าง-ช่องโหว่การเงิน จี้คืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชน ชู 6 ข้อเสนอผ่าทางตันทวงคืนความยุติธรรม
วันที่ 3 พ.ย.2569 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ และกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงปัญหาขยะพิษและมลพิษอุตสาหกรรมในประเทศไทย ว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการทุจริตเชิงโครงสร้างและช่องโหว่ทางการเงินที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนใส่เกียร์ว่าง กลายเป็นนั่งร้านคุ้มครองอาชญากรสิ่งแวดล้อม พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อคืนอำนาจการฟ้องร้องคดีให้แก่ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
โดยระบุว่า “ขยะพิษ” คือผลของการทุจริตเชิงโครงสร้างและช่องโหว่ทางการเงิน ต้องคืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชนผู้เสียหาย
ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรของกลุ่มทุนผูกขาด หรือตัวเลข GDP ที่แลกมาด้วยความพินาศ แต่ต้องวัดกันที่ “สิทธิในการมีชีวิตรอดและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนธรรมดา”
ที่ผ่านมา ผลสำรวจภาคเอกชนเรื่องความไม่โปร่งใสของหน่วยงานรัฐมักถูกตอบโต้ด้วยการแก้ตัวหรือข่มขู่ฟ้องร้อง แต่วิกฤตขยะพิษวันนี้คือ “ประจักษ์พยาน” เพราะหน่วยงานที่ถูกชี้ว่ามีความเสี่ยง ล้วนทำหน้าที่ควบคุมมลพิษ ทางน้ำ ผังเมือง ป่าไม้ โรงงานอุตสาหกรรม ศุลกากร และการบังคับใช้กฎหมาย
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การทุจริตเชิงโครงสร้าง” ที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนใส่ “เกียร์ว่าง” และแปลงตนเป็นนั่งร้านคุ้มกะลาหัวให้อาชญากรสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องรับผิด ภาพน้ำท่วมชะล้างสารเคมีและกากพิษในจังหวัดปราจีนบุรี จนชาวบ้านต้องถือป้าย “เราไม่อยากเป็นมะเร็ง” คือฟางเส้นสุดท้ายของความสิ้นหวัง
โดยหลักฐานจากรายงานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 พบว่า
- บ่อขยะพิษสูงเท่าตึก 7 ชั้น : บ่อขยะอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีขยายตัวกว่า 350 ไร่ ขุดลึกเหนือชั้นน้ำใต้ดินเพียง 10 เมตร มีการลักลอบนำสารเคมีนอกใบแจ้งจาก EEC มาทิ้งจนไฟไหม้ปล่อยไอพิษ และกองกากยิปซัมฤทธิ์กรดในอำเภอศรีมหาโพธิถูกฝนชะลงแหล่งน้ำ
- ผังเมืองเอื้อนายทุน : ปล่อยให้ถมดินปิดทางน้ำในอำเภอศรีมหาโพธิ เมื่อน้ำหลากจึงชะสารเคมีและโลหะหนักลงแม่น้ำปราจีนบุรี ทำลายน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน
- นอมินีสวมใบอนุญาต : ทุนต่างชาติใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้า ถือใบอนุญาตตัดบดยาง แต่แอบหลอมสารเคมีและรีไซเคิลกากพิษ เช่น โรงงานในชลบุรีที่ทำผิดถึง 17 คดี แต่ยังเปิดกิจการและปล่อยน้ำเสียลงดิน
- กากแคดเมียม 15,000 ตัน : ถูกขนจากจังหวัดตากไปซุกที่สมุทรสาครและชลบุรี คำถามทางบัญชีคือ กากหลายพันตันหายไปจากระบบได้อย่างไร ทั้งที่ต้องมีใบกำกับการขนส่งทุกเที่ยว
-ด่านศุลกากร (พึ่งต่างชาติ) : ฝุ่นแดงเตาหลอมเหล็ก (EAF Dust) 816 ตัน (ราว 100 ตู้คอนเทนเนอร์) จากแอลเบเนียเกือบหลุดเข้าไทย และสกัดได้เพราะองค์กรเฝ้าระวังระหว่างประเทศแจ้งเตือนล่วงหน้า แสดงว่าระบบคัดกรองสินค้าขาเข้าของไทยยังมีช่องโหว่ ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกลักลอบนำเข้าต่อเนื่อง
- คดีถูกโยนไปมา : กรณีอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 จังหวัดฉะเชิงเทรา ปนเปื้อนโลหะหนักจนใช้การไม่ได้ แต่ตำรวจท้องที่ บก.ปทส. และ DSI กลับเกี่ยงสำนวน ผมในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยอมรับว่า ปัญหานี้แก้ด้วยคำสั่งฝ่ายบริหารไม่ได้ ต้องแก้ที่กฎหมาย
พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังพบช่องโหว่ใหม่ บริษัทในเครือค้ำประกันกันเอง ชาวบ้านชนะคดี แต่อาจไม่ได้เงินเยียวยา ขณะที่รัฐบาลประกาศปราบนอมินี กระทรวงพาณิชย์กลับออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 เข้าตำรา “มือถือสาก ปากถือศีล” กฎกระทรวงนี้ยกเว้นใบอนุญาตให้บริการระหว่างบริษัทในเครือ ทั้งงานบริหาร ไอที และ การค้ำประกันหนี้ รัฐจึงมองเห็นเส้นทางเงินในเครือข่ายต่างชาติน้อยลง
โดยให้ลองนึกภาพตามคือ
1️⃣ โรงงาน A ทำธุรกิจกากอันตราย มีที่ดินและเครื่องจักร
2️⃣ บริษัทแม่กวาดเงินสดของโรงงาน A เข้าบัญชีกลาง (Cash Pooling) และเรียกเก็บค่าบริหาร ค่าไอทีจากโรงงาน A ทุกเดือน
3️⃣ โรงงาน A เอาทรัพย์สินที่เหลือไปค้ำหนี้ให้บริษัท B ในเครือ
4️⃣ เมื่อสารพิษรั่วไหล ชาวบ้านฟ้องและชนะคดี แต่โรงงาน A อาจเหลือเพียงซากโรงงานกับหนี้สิน แทบไม่มีทรัพย์สินให้บังคับคดี
พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า ที่น่ากังวลกว่านั้น ตัวบทนับความเป็น “บริษัทในเครือ” จาก จำนวนคน ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการซ้ำกันได้ ไม่ต้องดูสัดส่วนทุนเพียงอย่างเดียว เครือข่ายนอมินีที่ถือหุ้นเพียงเล็กน้อยจึงอาจผูกหลายบริษัทให้ค้ำหนี้กันเองได้ ผลคือ กำไรถูกลงบัญชีไว้ที่บริษัทในเครือ แต่ความเสียหายถูกทิ้งไว้กับประชาชน
ข้อเสนอผ่าทางตัน
จึงมี ข้อเสนอผ่าทางตัน กระบวนการยุติธรรม โดยนำ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”
1. ให้ชุมชนเป็น “ผู้เสียหาย” โดยตรง : ทลายกรอบเดิมที่ศาลมักไม่ถือว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษในวงกว้างเป็นผู้เสียหาย ให้ฟ้องเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นหน้าที่ตามมาตรา 157 ต่อศาลคดีทุจริตฯ ได้เอง และฟ้องผู้ก่อมลพิษได้ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยไม่ต้องรอ ป.ป.ช. ตำรวจ DSI หรืออัยการ เพื่อตัดตอนการดองสำนวนและการแทรกแซงทางการเมือง
2. อุดช่องค้ำประกันในเครือ : ห้ามโรงงานกากอันตรายเอาทรัพย์สินไปค้ำหนี้ให้บริษัทอื่นในเครือ ตัดเกณฑ์ “นับจำนวนคน” ออก และบังคับเปิดเผยภาระค้ำประกันและรายการระหว่างกันในงบการเงิน
3. กองทุนหลักประกันและคุ้มครองสิทธิชุมชน : บังคับโรงงานกากอันตรายวางเงินประกันตามต้นทุนฟื้นฟูจริง ในบัญชีที่บริษัทแม่ถอนไม่ได้ และทำประกันภัยสิ่งแวดล้อม ป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนผ่องถ่ายทรัพย์สินหนี พร้อมตั้งกองทุนช่วยชาวบ้านสู้คดี ป้องกันการถูกฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP)
4. ตรวจบัญชีกาก “เข้า บำบัด คงเหลือ” : ทุกไตรมาส และเปิดเผยต่อสาธารณะ
5. ยกระดับเป็นศาลสิ่งแวดล้อมชำนัญพิเศษ : สั่งระงับกิจการชั่วคราวได้ทันที และในคดีแพ่งให้โรงงานเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าไม่ได้ก่อมลพิษ เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือโรงงาน ไม่ใช่ชาวบ้าน
6. ประชาคมต้องมาจากประชาชนจริง : มติประชาพิจารณ์ต้องมาจากคนในพื้นที่ผลกระทบ หากจัดตั้งประชาคมเท็จต้องดำเนินคดีทันที พร้อมทบทวนกฎกระทรวงที่ถอดเครื่องมือคัดกรองของรัฐ
“ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก และปอดคนไทยไม่ได้มีไว้ฟอกสารพิษ! เมื่อขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากพิษถูกลักลอบกลบฝังบนแผ่นดินเรา ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่ออำนาจในการปกป้องชีวิตกลับคืนสู่มือประชาชน” พ.ต.อ.ทวี กล่าวและว่า แผ่นดิน สายน้ำ และอากาศบริสุทธิ์ คือสมบัติที่เราต้องส่งต่อให้ลูกหลาน เราไม่อาจยอมให้ผู้มีอำนาจนำประเทศไปประเคนให้กลุ่มทุนข้ามชาติเป็นที่ทิ้งขยะแลกผลประโยชน์อีกต่อไป ถึงเวลาที่อำนาจและความยุติธรรมต้องกลับคืนสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง