คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangแม่สอด · เปลี่ยน

รายงานพิเศษ – แก้โจทย์อนาคตอ้อยไทย ถึงเวลารัฐปลดล็อกกับดักต้นทุนตัดสด

ที่มา: ข่าวสด

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยกำลังเผชิญโจทย์เปลี่ยนผ่าน จากมาตรการลดการเผาและฝุ่น PM 2.5 สู่เงื่อนไขรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น แต่การปรับตัวจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องไม่ผลักภาระต้นทุนให้เกษตรกรจนขาดทุน

สอน.เดินหน้าลดอ้อยเผา รับกติกาใหม่ฤดู 2569/70

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ฤดูการผลิต 2568/2569 ไทยมีอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 12 ล้านตัน และลดสัดส่วนอ้อยเผาเหลือ 3.8% จากความร่วมมือของเกษตรกร โรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับฤดู 2569/2570 สอน.เตรียมเสนอปรับสัดส่วนการรับอ้อยเผาของโรงงานจากไม่เกิน 20% เหลือ 15% ต่อวัน พร้อมตั้งเป้าให้อ้อยเผาทั้งฤดูไม่เกิน 5% และกำหนดหยุดตัดและขนส่งอ้อย 7 วัน ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2569-2 มกราคม 2570 โดยคาดว่าจะมีอ้อยเข้าหีบ 97.02 ล้านตัน

การลดเผาไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาฝุ่น แต่เกี่ยวข้องกับอนาคตการส่งออกน้ำตาลไทย ซึ่งส่งออกประมาณ 80% ของผลผลิตทั้งหมด และเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี

กติกาสีเขียว EU ไม่กระทบตรง แต่ไทยต้องพร้อม

แรงกดดันจากตลาดโลกเห็นได้ชัดผ่านมาตรการสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) ทั้งมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) กฎระเบียบสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และข้อกำหนดความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน (CSDDD)

นายสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย อธิบายว่า แม้อ้อยและน้ำตาลยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก CBAM และ EUDR แต่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับผลกระทบทางอ้อม ทั้งต้นทุนพลังงาน ปัจจัยการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบ และมาตรฐานแรงงานที่คู่ค้าให้ความสำคัญ

แนวทางปรับตัวควรยึดหลัก 3 ส. ได้แก่ สถิติ สะอาด และสร้างความร่วมมือ โดยจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบ ลดการเผาอ้อยและปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างเครือข่ายเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนสีเขียว

ขณะที่มาตรฐาน Bonsucro ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตอ้อยและน้ำตาลอย่างยั่งยืนระดับสากล เป็นพื้นฐานที่อุตสาหกรรมไทยสามารถต่อยอดได้ แต่ต้องพัฒนาระบบข้อมูลและหลักฐานการผลิตให้ตรวจสอบได้จริง เพื่อรองรับข้อกำหนดของตลาดที่เข้มงวดขึ้น

ฮาลาลเพิ่มโอกาสตลาดส่งออก

นายอุสมาน งามสมชาติ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครสวรรค์ ระบุว่า การรับรองฮาลาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะวัตถุดิบจากธรรมชาติ แต่ครอบคลุมกระบวนการผลิตทั้งหมด ทั้งความสะอาด การควบคุมสิ่งปนเปื้อน ตลอดจนการตรวจสอบสารเคมี เอนไซม์ และสารช่วยในกระบวนการผลิต

ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกไปยังตลาดสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จึงต้องศึกษาข้อกำหนดของแต่ละประเทศ เตรียมบุคลากรและระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานปลายทาง โดยสามารถใช้ระบบบริการออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.halal.or.th เพื่อยื่นคำขอและติดตามกระบวนการรับรองได้

เชื่อม NSW ลดขั้นตอนใบอนุญาตน้ำตาล

อีกด้านหนึ่ง สอน.เดินหน้าปรับระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัล ด้วยการพัฒนาระบบออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองสินค้าน้ำตาลทราย เชื่อมโยงผ่าน National Single Window (NSW) เพื่อเปลี่ยนจากการใช้เอกสารและติดต่อหลายหน่วยงานเป็นบริการออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จ

ระบบใหม่รองรับการขึ้นทะเบียน ยื่นคำขอ และติดตามสถานะผ่านแบบคำขอเดียว เชื่อมข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและข้อมูลบุคคลจากกรมการปกครอง ผ่าน i-Industry ของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงยืนยันตัวตนผ่าน Thai D

นอกจากนี้ ยังพัฒนาการรับส่งข้อมูลทางการค้าด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลายมือชื่อดิจิทัล และระบบ API เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรผ่าน Thai NSW เพื่อช่วยลดการกรอกข้อมูลซ้ำ ลดขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนของผู้ประกอบการ

เงินช่วยตัดสดยังไม่ครอบคลุม ต้นทุนผลิตต่างตามอายุอ้อย

นายธวัช หะหมาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สอน. กล่าวว่า ต้นทุนอ้อยปลูกใหม่อยู่ที่ประมาณ 12,000 บาทต่อไร่ รวมค่าเตรียมดิน พันธุ์อ้อย และค่าตัดส่งโรงงาน ส่วนอ้อยตอปีที่ 2-4 อยู่ที่ประมาณ 6,000 บาทต่อไร่ หากอ้อยปลูกใหม่ได้ผลผลิต 10 ตันต่อไร่ จะมีต้นทุนเฉลี่ย 1,200 บาทต่อตัน แต่หากเพิ่มผลผลิตเป็น 12 ตัน ต้นทุนจะลดเหลือ 1,000 บาทต่อตัน สะท้อนว่าการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยได้

สำหรับเงินช่วยเหลือตัดอ้อยสดฤดู 2568/2569 อัตรา 69 บาทต่อตัน วงเงิน 7,081 ล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณและเตรียมเสนอ ครม. ส่วนเงินเพิ่มเติมอีก 51 บาทต่อตัน รวมเป็น 120 บาท ยังอยู่ระหว่างหาแหล่งเงิน โดยมีแนวทางใช้กลไกกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐสนับสนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลกว่า 36,000 ล้านบาท แต่การช่วยเหลือต้องคำนึงถึงข้อจำกัดทางการคลังและมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ขณะที่ราคาอ้อยฤดูใหม่มีโอกาสขยับใกล้ 1,000 บาทต่อตัน จากฤดูก่อนประมาณ 890 บาท ตามราคาน้ำตาลโลกที่ฟื้นขึ้นใกล้ 21 เซ็นต์ต่อปอนด์ แต่ยังต้องรอประกาศราคาอย่างเป็นทางการ

ต้นทุนตัดสดสูงถึง 500 บาท จี้โรงงานเพิ่มรถตัด

นายปราโมทย์ จันทรเสนา คณะทำงานควบคุมการผลิต ประจำโรงงานน้ำตาลเกษตรผล กล่าวว่า ต้นทุนตัดอ้อยสดอยู่ที่ 250-300 บาทต่อตัน ส่วนอ้อยตอสั้นบางแปลงสูงถึง 400-500 บาทต่อตัน เพราะตัดยากและใช้แรงงานมาก โดยเฉพาะแปลงอ้อยล้มหรือพื้นที่ไม่เหมาะกับรถตัด

เมื่อเทียบกับเงินช่วยเหลือ 69 บาทต่อตัน ชาวไร่ยังต้องแบกรับต้นทุนตัดสดอีก 181-231 บาทต่อตัน และแม้ได้รับเงินครบ 120 บาท ก็ยังเหลือภาระ 130-180 บาทต่อตัน ส่วนอ้อยตอสั้นยังเหลือภาระสูงถึง 280-380 บาทต่อตัน สะท้อนว่าเงินช่วยเหลือยังไม่ครอบคลุมต้นทุนจริง

นายปราโมทย์เสนอให้โรงงานลงทุนจัดหารถตัดเพิ่มและเปิดให้ชาวไร่เช่าใช้ แทนการให้เกษตรกรลงทุนซื้อเอง เนื่องจากพื้นที่อุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก ขณะที่โรงงานน้ำตาลเกษตรสมบูรณ์มีรถตัดเพียง 18 คัน ไม่เพียงพอกับอ้อยเข้าหีบประมาณ 2.2 ล้านตัน

นอกจากนี้ รัฐควรประกาศมาตรการก่อนเปิดหีบ เพื่อให้ชาวไร่เตรียมแปลงและเครื่องจักรได้ทัน พร้อมปรับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เข้าถึงได้จริง เพราะเงื่อนไขให้โรงงานค้ำประกันผ่าน ธ.ก.ส. ทำให้โรงงานกังวลความเสี่ยงหนี้เสีย

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการกำหนดเป้าลดอ้อยเผาหรือเพิ่มเงินชดเชย แต่ต้องทำให้เกษตรกรมีรถตัดและแหล่งทุนที่เข้าถึงได้ เพื่อให้การตัดอ้อยสดเป็นทางเลือกที่ทำได้จริงและไม่ทำให้ชาวไร่ขาดทุน

ความคิดเห็น