ภท.เย้ยญัตติซักฟอกบันเทิงธิปไตย รมต.พร้อมแจงไม่หวั่น แต่อย่าโยงคนนอก ‘เท้ง’โต้ใช้คำลิเก ยันมีใบเสร็จเช็กบิลรมต. ขอเวลาถลก5 วัน ตัดโควต้ากธ.
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีชื่อติดในบัญชีรัฐมนตรีถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ต่างมีความมั่นใจพร้อมที่จะชี้แจง โดยถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้ทราบผลงาน
โดยนายปกรณ์กล่าวว่า เมื่ออ่านข้อกล่าวหาตนลอยๆ ก็ไม่รู้จะตอบอะไร และมีหน้าที่ไม่ให้รัฐบาลทำอะไรผิดกฎหมาย และนายกรัฐมนตรีก็ย้ำกับตนอย่างนี้มาตั้งแต่ ฉะนั้นอะไรที่ผิดกฎหมายตนก็จะบอกกับเขาว่าไม่ทำหรือทำไม่ได้ อย่างนี้ตนเป็นนั่งร้านให้รัฐบาลหรือเป็นนั่งร้านให้ประเทศ
เมื่อถามย้ำว่า ตกลงแล้วเป็นนั่งร้านให้ใคร นายปกรณ์กล่าวว่า ถ้าหากบอกว่าตนเป็นนั่งร้าน เป็นนั่งร้านให้ประเทศ เมื่อมีใครทำผิดนายกรัฐมนตรีก็ส่งตนไปดู แล้วจะบอกว่าตนรู้จักคนนั้นคนนี้ซึ่งก็รู้จักหมดทุกคน
ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เชื่อว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนตอบชี้แจงทุกข้อกล่าวหาได้อยู่แล้ว ถือเป็นอาวุธฝ่ายค้านใช้อาวุธอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามมาตรา 151 แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้ สส.ได้เคร่งครัดคือ ขอให้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภา สิ่งใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับญัตติ อย่าพูดถึงไปในทางที่จะทำให้บุคคลภายนอกเสียหาย อย่างไรขอให้ทำตามข้อบังคับ
เมื่อถามว่า คำรุนแรงในญัตติของฝ่ายค้านเหมือนต้องการระบายและด่ารัฐบาลโดยตรง นายภราดรกล่าวว่า ก็ดี บันเทิงธิปไตย เป็นแบบไหนก็ลองถามนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าดู ก็ประมาณนั้น เมื่อถามว่า 18 คน ถือว่ามากเกินไปหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ถึงได้บอกว่ามันบันเทิงธิปไตย เมื่อถามว่า ครั้งนี้เป็นห่วงคนนอกที่จะถูกพาดพิง อย่างเช่น นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ทั้งหมดดำเนินตามข้อบังคับ
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า รอประธานสภาฯ พิจารณาบรรจุญัตติ คาดหวังจะทันภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และจะได้อภิปรายอย่างน้อย 5 วัน เพราะมีรัฐมนตรีถูกอภิปรายเยอะ หากเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ครั้งนี้ 18 คน 5 วัน ถือว่าเป็นอะไรที่สมเหตุสมผล
เมื่อถามว่า มองอย่างไรหากฝ่ายรัฐบาลมีการต่อรองเหลือแค่ 3 วัน นายณัฐพงษ์กล่าวว่า คงไม่ใช่การต่อรองเหมือนการเล่นขายของ แต่ดูตามข้อเท็จจริงว่าข้อกล่าวหาและจำนวนรัฐมนตรีที่เขียนไป เป็นข้อกล่าวหาที่เยอะ ดังนั้น ควรจัดสรรเวลาให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย
เมื่อถามว่า รัฐมนตรีหลายคนที่ถูกอภิปราย แสดงความเห็นว่าญัตตินี้เป็นเหมือนบันเทิงธิปไตย เหมือนอยู่คนละโลก นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การยื่นญัตติครั้งนี้คงไม่ได้เป็นไปด้วยความบันเทิง แต่จะบันเทิงหรือบันเทิงอย่างไรขอให้รอดูญัตติเข้าสภา รอฟังคำตอบและคำชี้แจงจากรัฐมนตรีก่อนดีกว่า แล้วจะได้รู้ว่าเนื้อหามันบันเทิงมากน้อยแค่ไหน เมื่อถามถึงเนื้อหาในญัตติเช่น มือถือสากปากถือศีล จิตใจผุพัง ไม่ได้ดูเป็นลิเกใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นี่เป็นข้อกล่าวหา ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งคือการตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่รัฐบาล หลายครั้งมีหลักฐานที่ควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะมีหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่จะเอาผิดรัฐบาลได้ 100% แต่หลายครั้งการเอาผิดตามกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ในสภา
เมื่อถามว่า การอภิปรายครั้งนี้จะมีใบเสร็จยื่นเอาผิดรัฐมนตรีแต่ละคนหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า มีอยู่แล้ว หากยึดตามมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะใช้คนละมาตรฐานกัน เพราะต้องใช้ความรับผิดรับชอบ เช่น กระบวนการเลือก สว. ถ้ายื่นตามกระบวนการปกติ ผลที่ออกมาอาจจะค้านสายตาประชาชน แต่เมื่อเอาข้อมูลที่เกิดขึ้นมาประกอบกัน ทำให้เชื่อได้ว่ามีกระบวนการฮั้วเกิดขึ้นจริง ดังนั้น จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่ฝ่ายค้านจะเอาเรื่องเหล่านี้มาซักฟอกรัฐบาล
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สำหรับพรรคกล้าธรรมไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบของฝ่ายค้านแล้ว ตามกลไกปกติการแบ่งเวลาอภิปรายต้องอยู่ในกลไกฝ่ายค้าน และให้รอดูว่าหลังจากนี้พรรคกล้าธรรมจะลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร