คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangแม่สอด · เปลี่ยน

ปวดท้องประจำเดือนหนัก เสี่ยงเกิด 5 ปัญหาตามมา แนะอาหารช่วยลดปวด

ที่มา: ข่าวสด

ปวดท้องประจำเดือนหนัก เสี่ยงเกิด 5 ปัญหาภายในร่างกายตามมา น่ากลัวกว่าที่คิด! แนะนำ 5 อาหารช่วยบรรเทาอาการปวดท้องหนักได้ดี

สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนต้องเจอทุกเดือนและสร้างความทรมานเป็นอย่างมาก นั่นคือ อาการปวดประจำเดือน หลายคนต้องกินยาระงับการปวด หรือบางคนถึงขั้นต้องไปพบแพทย์เลยทีเดียว

ปวดท้องประจำเดือนเกิดจากอะไร ?

อาการปวดท้องประจำเดือนเกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูก จากการหลั่งสารที่ชื่อว่า พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่สร้างขึ้นบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูกระหว่างมีประจำเดือน ทำให้เยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน

โดยปกติผู้หญิงจะมีอาการปวดท้องน้อยก่อนประจำเดือนมา 1-2 วัน และมีอาการปวดในช่วงประจำเดือนมาแล้ว 2-3 วันแรก โดยลักษณะอาการจะปวดบีบหรือปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย ถ้ามีอาการมากอาจปวดร้าวไปหลังหรืออาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ท้องเสีย ท้องอืด ซึ่งอาจเสี่ยงเกิด 5 ปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ เช่น

- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภาวะนี้จะทำให้ปวดท้องมาก โดยจะมีอาการติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ด้วย

- ถุงน้ำในรังไข่ เป็นความผิดปกติของระดับฮอร์โมนทำให้เกิดถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ ผู้ป่วยจะมีประจำเดือนที่ผิดปกติ เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมานานกว่าปกติ

- เนื้องอกมดลูก เป็นเนื้องอกที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อของมดลูก ซึ่งมักจะพบได้บ่อยในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป โดยเนื้องอกที่ว่านี้จะมีขนาดเล็กมากไปจนถึงมีขนาดใหญ่เท่าลูกแตงโม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์หรือทำให้มีลูกยากได้ อาการที่แสดงออกมาในบางรายอาจปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง หรือประจำเดือนมามาก และมาเป็นเวลานานผิดปกติ

- อุ้งเชิงกรานอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ โดยอาการหลักจะเป็นการปวดที่อุ้งเชิงกราน และยังส่งผลให้ผู้ป่วยปวดประจำเดือน ตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาว

- ปากมดลูกตีบ ทำให้ขัดขวางการไหลของเลือดประจำเดือน และเกิดแรงดันภายในมดลูกมาก ก่อให้เกิดอาการปวดประจำเดือน และประจำเดือนมาไม่ปกติ

5 อาหารช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือน

- ขิง เป็นสมุนไพรช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดอาการท้องอืด คลื่นไส้ ขับลม และช่วยคลายการเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก วิธีรับประทานที่แนะนำ 1.ชงน้ำขิงอุ่น ๆ ดื่มวันละ 1-2 แก้ว 2.ใส่ขิงในซุปหรืออาหารประเภทต้ม 3.กินขิงสดคู่กับมื้ออาหาร แต่ข้อระวังควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขิงในปริมาณมาก เพราะขิงมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ระคายเคืองกระเพาะ

- ปลาทะเลน้ำลึก ปลาทะเลน้ำลึกเป็นแหล่งสำคัญของกรดไขมันโอเมกา-3 ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และช่วยลดการสร้างโพรสตาแกลนดินชนิดที่กระตุ้นให้มดลูกบีบตัวแรง โดยเลือกรับประทาน เช่น แซลมอนย่าง ทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันดีเพียงพอ และช่วยเสริมสมดุลในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน

- ผักใบเขียว ในช่วงมีประจำเดือนร่างกายสูญเสียเลือดและธาตุเหล็กออกไป ทำให้หลายคนรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด และเหนื่อยง่าย เลือกรับประทานผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี ตำลึง และเคล เพราะเป็นตัวช่วยที่ดี มีธาตุเหล็กที่ช่วยทดแทนสิ่งที่ร่างกายสูญเสียไป เพิ่มปริมาณไฟเบอร์ หรือใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกหรืออาการปวดท้องที่เกี่ยวข้องกับลำไส้

- ดาร์กช็อกโกแลต เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย เพราะมีแมกนีเซียมสูงช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อรวมถึงกล้ามเนื้อมดลูก จึงบรรเทาอาการปวดท้องได้ แนะนำให้เลือกดาร์กช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้ 70% ขึ้นไป และควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย และหลีกเลี่ยงการได้รับน้ำตาล และคาเฟอีนที่มากเกินไป

- กล้วย เป็นผลไม้ที่เหมาะมากในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน เพราะอุดมด้วยโพแทสเซียมที่ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวดีขึ้น และมีวิตามิน B6 ในกล้วยยังมีส่วนช่วยลดอารมณ์แปรปรวน ลดความหงุดหงิด และมีปริมาณไฟเบอร์ หรือใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกที่พบได้บ่อยในช่วงมีประจำเดือน

แม้ว่าการปรับอาหารจะช่วยบรรเทาอาการได้มาก แต่อาการปวดท้องประจำเดือนมีได้ทั้งแบบปกติ และแบบที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง หากลองดูแลตัวเองแล้ว ทั้งปรับอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ยังพบความผิดปกติหรือยิ่งปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ควรพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยพร้อมรับคำแนะนำที่ถูกต้อง

ที่มา : WOMAN CARE CLINIC , โรงพยาบาลเพชรเวช

ความคิดเห็น