“เอกภพ” โฆษกรัฐบาล ชี้ประชุม IMF–World Bank 2026 วันแรกไทยโดดเด่นกลางเวทีโลก ทั้ง AI สร้างงาน เกษตรมูลค่าสูง ดึงลงทุนถึงคนไทย พร้อมนำภูมิปัญญาชุมชนไทยสู่สายตานานาชาติ
วันที่ 13 ตุลาคม 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงภาพรวมวันแรกของการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ ว่า ประเทศไทยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเจ้าภาพต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลก แต่ยังนำแนวคิดและผลงานของไทยขึ้นสู่เวทีหารือระดับนานาชาติด้วย
หนึ่งในประเด็นเด่นของวันนี้คือเวที Small AI : More and Better Jobs ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยเสนอแนวคิด AI in all, All in AI และ AI for all ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพธุรกิจเดิม สร้างงานใหม่ และกระจายประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ประชาชนทุกระดับ โดยมีผู้ประกอบการรายย่อยเกือบ 1 ล้านรายใช้ AI ช่วยบริหารธุรกิจแล้ว
นอกจากนี้ นายเอกนิติ ได้ส่งสารไปยังเวทีการประชุมชัดเจนว่า การดึงดูดการลงทุน Data Center เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง จะต้องไม่จบเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องเชื่อมไปถึงการสร้างงานและทักษะให้คนไทย ผ่านโครงการ Skill Bridge จับคู่ทักษะแรงงานกับความต้องการของนักลงทุนโดยตรง
นายเอกภพ กล่าวว่า เวทีวันแรกยังสะท้อนศักยภาพของคนไทยในการใช้เทคโนโลยีต่อยอดจุดแข็งเดิมของประเทศ โดยมีผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยนำ AI มาใช้กับภาคเกษตร มีเกษตรกรเกือบ 1 ล้านรายใช้แพลตฟอร์มเพิ่มผลิตภาพ พร้อมต่อยอดเศษวัสดุการเกษตรเป็นวัสดุไบโอคาร์บอน และขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว
อีกภาพใหญ่ที่ถูกจับตาคือบทบาทของภูมิภาคเอเชีย โดย IMF ประเมินว่าในปี 2569 เอเชียมีส่วนสร้างการเติบโตถึง 68% ของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มความร่วมมือในภูมิภาคอาจทำให้จีดีพีอาเซียนเพิ่มขึ้นได้ถึง 4% ในระยะยาว
“การประชุมที่กรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เพียงการพูดถึงประเทศไทย แต่เป็นเวทีที่ผู้นำเศรษฐกิจโลกมาหารือถึงอนาคตของภูมิภาคที่กำลังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยอยู่ตรงกลางของการสนทนาครั้งนี้” นายเอกภพกล่าว
นายเอกภพ กล่าวว่า ในด้านเอกลักษณ์ของประเทศเจ้าภาพ ไทยยังนำ “มรดกการพัฒนา” ขึ้นสู่เวทีโลก ผ่านนิทรรศการ The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ถ่ายทอดพระราชปณิธานและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทรงวางรากฐานการพัฒนาที่ให้ประชาชนและชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งหลักการพัฒนาดังกล่าวยังคงมีความหมายอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่เผชิญความไม่แน่นอนสูง
นอกจากนี้ การจัดงานยังเปิดพื้นที่ให้ชุมชนไทยมีส่วนร่วม โดยนำวัตถุดิบอาหารจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศมาปรุงอาหารรับรองผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมใช้ผ้าทอพื้นเมือง 37 ลวดลายจาก 26 ชุมชนตกแต่งพื้นที่ประชุม ให้สินค้าท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยได้ออกสู่สายตาผู้แทนจากทั่วโลกด้วย
นายเอกภพ กล่าวว่า สิ่งสำคัญจากการประชุมวันแรกคือ ไทยกำลังใช้โอกาสการเป็นเจ้าภาพเชื่อมของไทย เข้ากับโจทย์ของโลก ตั้งแต่ AI งาน คนรุ่นใหม่ เกษตร เศรษฐกิจฐานราก ไปจนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเสนอให้กรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน AI ที่รับผิดชอบและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง