เกาหลีใต้วิกฤต ป่วยซิฟิลิสพุ่ง 7 เท่าใน 2 ปี วัยรุ่นติดเยอะมาก
ยอดผู้ป่วยซิฟิลิสในเกาหลีใต้พุ่งจาก 401 รายเป็น 2,790 ราย ภายใน 2 ปี กระจุกอยู่ที่ผู้ชายวัย 20-30 ปี
สื่อเกาหลีใต้รายงานต่อเนื่องถึงสถานการณ์โรคซิฟิลิสในประเทศ หลังตัวเลขผู้ป่วยที่รายงานเข้าระบบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี หรือ KDCA ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มจากราว 401 รายในปี 2565 เป็น 2,790 รายในปี 2567 หรือเกือบ 7 เท่าตัวภายใน 2 ปี
ขณะที่ตัวเลขปี 2569 นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกลางเดือนสิงหาคม มีผู้ป่วยทั่วประเทศ 1,288 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ 121 ราย ส่วนกรุงโซลพบว่าในบรรดาโรคติดต่อที่นำเข้าจากต่างประเทศ 83 ราย เป็นซิฟิลิสมากที่สุดถึง 39 ราย
สำหรับกลุ่มผู้ป่วย ข้อมูลการรายงานปี 2567 พบว่าเป็นเพศชายถึง 78% และเป็นคนวัย 20-30 ปีรวมกันราว 59% ของผู้ป่วยทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม KDCA ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ระบุว่าตัวเลขที่ดูเหมือนพุ่งสูงขึ้นนั้นเป็นภาพลวงทางสถิติ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนระบบเฝ้าระวังโรค ไม่ใช่การระบาดที่รุนแรงขึ้น
เดิมเกาหลีใต้เฝ้าระวังซิฟิลิสด้วยระบบตัวอย่าง โดยเก็บข้อมูลจากสถานพยาบาลที่กำหนดไว้ 566 แห่ง แต่ตั้งแต่ปี 2567 เปลี่ยนมาใช้ระบบรายงานทั้งหมด ซึ่งสถานพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศต้องรายงานเข้าระบบ พร้อมปรับระดับโรคจากประเภทที่ 4 ขึ้นเป็นประเภทที่ 3
นอกจากนี้ยังขยายระยะของโรคที่ต้องรายงานจาก 3 ระยะเป็น 5 ระยะ จากเดิมที่รายงานเฉพาะซิฟิลิสระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และซิฟิลิสแต่กำเนิด เพิ่มซิฟิลิสระยะที่ 3 และระยะแฝงช่วงต้นเข้าไปด้วย เท่ากับว่าผู้ป่วยที่เดิมไม่เคยถูกนับ กลายเป็นถูกนับทั้งหมด
เมื่อนำมาเทียบด้วยเกณฑ์เดียวกับปี 2562 ซึ่งนับเฉพาะระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และซิฟิลิสแต่กำเนิด จะพบว่าปี 2562 มี 1,753 ราย ปี 2567 เหลือ 1,519 ราย ลดลง 13.3% และปี 2568 เหลือ 1,182 ราย ลดลง 32.6% จากปีฐาน
KDCA ระบุว่าการนำสถิติช่วงปี 2563 ถึง 2566 ที่ใช้ระบบเฝ้าระวังแบบตัวอย่าง มาเปรียบเทียบกับสถิติตั้งแต่ปี 2567 ที่ใช้ระบบรายงานทั้งหมดโดยตรง เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสอบสวนโรค ตรวจคัดกรอง และทำงานเชิงรุกกับกลุ่มเสี่ยงสูงต่อไป
รายงานวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Weekly Report ของ KDCA ซึ่งวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ปูซาน อุลซาน และจังหวัดคย็องซังใต้ ตลอดปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกของระบบรายงานทั้งหมด พบผู้ป่วยรวม 383 ราย แบ่งเป็นปูซาน 244 ราย อุลซาน 33 ราย และคย็องซังใต้ 106 ราย
เมื่อคิดเป็นอัตราป่วยต่อประชากรแสนคน ภาพรวมทั้งสามพื้นที่อยู่ที่ 5.0 โดยปูซานสูงสุดที่ 7.5 ตามด้วยคย็องซังใต้ 3.3 และอุลซาน 3.0 ส่วนเมื่อแยกตามเพศ ผู้ชายอยู่ที่ 7.4 สูงกว่าผู้หญิงที่ 2.7 เกือบ 3 เท่า
ผู้ป่วยในพื้นที่นี้เป็นเพศชาย 279 ราย คิดเป็น 72.8% และเป็นคนสัญชาติเกาหลี 373 ราย หรือ 97.4% ขณะที่ชาวต่างชาติมีเพียง 10 ราย หรือ 2.6% เท่านั้น ส่วนช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือ 20-29 ปี จำนวน 125 ราย ตามด้วย 30-39 ปี จำนวน 96 ราย
เมื่อแยกตามระยะของโรค พบระยะแฝงช่วงต้นมากที่สุด 154 ราย รองลงมาคือระยะที่ 1 จำนวน 142 ราย ระยะที่ 2 จำนวน 69 ราย ระยะที่ 3 จำนวน 15 ราย และซิฟิลิสแต่กำเนิด 3 ราย
จุดที่คณะผู้วิจัยให้ความสนใจคือสัดส่วนผู้ป่วยระยะที่ 3 ในพื้นที่นี้อยู่ที่ 3.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศซึ่งอยู่ที่ 1.8% กว่าเท่าตัว ซึ่งคณะผู้วิจัยมองว่าสะท้อนการติดเชื้อเก่าที่ลุกลามไปถึงระยะท้าย มากกว่าการติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น และอาจเกี่ยวข้องกับความล่าช้าในการวินิจฉัย
สามในสี่ตรวจเจอตอนมีอาการแล้ว
อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือช่องทางที่ทำให้ตรวจพบโรค จากผู้ป่วย 380 รายที่ไม่นับกรณีแต่กำเนิด พบว่า 285 ราย หรือ 75.0% ตรวจพบตอนไปพบแพทย์เพราะมีอาการแล้ว ขณะที่ตรวจพบจากการตรวจสุขภาพมีเพียง 45 ราย หรือ 11.8% ที่เหลือมาจากการบริจาคเลือด 7 ราย ตรวจก่อนคลอด 5 ราย และการติดตามคู่สัมผัส 4 ราย
ส่วนเส้นทางการติดเชื้อยังสรุปไม่ได้ชัดเจน เพราะผู้ป่วยให้ข้อมูลน้อย โดยมีเพียง 25 ราย หรือ 6.6% ที่ตอบคำถามเรื่องช่องทางพบคู่นอน ในจำนวนนี้ 20 รายระบุว่าพบกันแบบออฟไลน์ และ 5 รายพบผ่านช่องทางออนไลน์
คณะผู้วิจัยเสนอให้เพิ่มการให้ความรู้ การตรวจคัดกรอง และการเข้าถึงการรักษาในกลุ่มเสี่ยงอายุน้อย พร้อมเสนอให้ปรับปรุงการสอบสวนโรคให้ผู้ป่วยกล้าให้ข้อมูลมากขึ้น ด้วยการสัมภาษณ์บนพื้นฐานความไว้วางใจและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดขึ้น
ซิฟิลิสมีอาการอย่างไร
ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum ติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศเป็นหลัก และสามารถส่งผ่านจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้ โดยอาการจะแบ่งเป็นระยะ
ระยะที่ 1 จะมีแผลริมแข็งบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย แผลมักไม่เจ็บและหายได้เองแม้ไม่รักษา ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าใจผิดว่าหายแล้ว
ระยะที่ 2 เชื้อจะกระจายไปทั่วร่างกายและปรากฏเป็นผื่น ลักษณะเป็นจุดนูนสีแดงหรือน้ำตาลแดง จุดเด่นคือมักขึ้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งต่างจากผื่นทั่วไป และยังขึ้นได้ที่หน้าอก แผ่นหลัง รวมถึงส่วนอื่นของร่างกาย
หลังจากนั้นโรคจะเข้าสู่ระยะแฝงที่ไม่แสดงอาการ ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี ก่อนที่บางรายจะพัฒนาเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งเชื้อทำลายอวัยวะภายใน ทั้งหัวใจ หลอดเลือด และระบบประสาท จนเกิดความเสียหายถาวรได้ โดยระยะนี้ยังทำให้เกิดก้อนเนื้ออักเสบที่กัดกร่อนทำลายผิวหนัง กระดูก และเนื้อเยื่อจนเสียรูป ซึ่งบางครั้งมีลักษณะคล้ายมะเร็งผิวหนังจนวินิจฉัยผิดได้
ทั้งนี้ ซิฟิลิสรักษาหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะหากตรวจพบเร็ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอวัยวะไปแล้วจะไม่สามารถย้อนคืนได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองแม้ไม่มีอาการ
- อุทาหรณ์ ชายวัย 48 ผื่นคันไร้ไข้ ที่แท้ซิฟิลิสระยะที่ 2 หมอมนูญเตือนวัยรุ่นติดเยอะ
- ญี่ปุ่นวิกฤตเพนิซิลลินขาดแคลน ผู้ป่วยซิฟิลิสยังสูง ห่วงหญิงตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยชาย มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน พบซิฟิลิสระยะที่ 2 และโรคติดเชื้อเอชไอวี แม้กินยาต้าน
อ้างอิงจาก : 팍스메디컬뉴스, Public Health Weekly Report (KDCA), 머니투데이