คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangแม่สอด · เปลี่ยน

จากกะเพรา ถึง อนุสัญญา UPOV 1991 ความบอบช้ำของเกษตกรไทย

ที่มา: มติชน

ปิดหน้าออนไลน์: จากกะเพรา ถึง อนุสัญญา UPOV 1991 ความบอบช้ำของเกษตกรไทย

กรณี หลังบริษัทยักษ์ใหญ่ ยื่นจดทะเบียนใบกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ได้แก่ ‘แก้วจุรี01 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 และพันธุ์ แก้วจุรี 02-03-04’ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองยาวนานถึง 12 ปี โดยจะหมดเวลาการคุ้มครอง ในปี 2579

ในเอกสารกรมวิชาการเกษตรระบุว่าพัฒนามาจากพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1 ด้วยวิธีชักนำโครโมโซมผ่านสารเคมีควบคู่กับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ งานวิจัยเริ่มตั้งแต่เมษายน 2563 ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และโรงงานเอกชน

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย กล่าวว่า จากเอกสารประกาศคำขอจดทะเบียนของกรมวิชาการเกษตร พบว่า กะเพราทั้ง 4 พันธุ์พัฒนาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1 โดยใช้วิธีชักนำให้จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นด้วยสารเคมี ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 และมีการทดลองปลูกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และบริษัทเอกชน จังหวัดปทุมธานี เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร

“ตอนนี้เรารอให้ทางกรมวิชาการเกษตร ออกมาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน ถึงสิทธิประโยชน์ก่อน โดยตามกฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว การที่บริษัท ทำวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชร่วมกับมหาวิทยาลัย ก็จะเป็นเรื่องของสิทธิร่วม แต่โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นเจ้าของงานวิจัยนั้นๆ ผลประโยชน์จะต้องแบ่งปันกันอย่างสมดุล สิทธิผูกขาดไม่ควรอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”นายวิฑูรย์ กล่าว

เลขาธิการไบโอไทย กล่าวว่า ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อธิบายออกมานั้น เป็นการรวบรัดเกินไป ต้องมีความชัดเจนกว่านี้ เช่นเรื่องของการร้องขอจดทะเบียนนั้นถูกต้องหรือไม่ มีหนังสือสัญญาการแบ่งปันผลประโยชน์ หรือไม่ ซึ่งจากกรณีดังกล่าว จะนำไปถึง ข้อกังวลว่า หากประเทศไทยแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 อาจทำให้สิทธิของเกษตรกรและประชาชนในการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไว้ปลูกต่อ รวมถึงการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ให้ผู้อื่นมีข้อจำกัดมากขึ้น แม้ไม่ได้ดำเนินการเพื่อการค้า ตลอดจนกระทบต่อการนำพันธุ์พืชไปปรับปรุงและพัฒนาต่อยอด

อนุสัญญา UPOV 1991 คือ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปรับปรุงปี 1991 ภายใต้การดูแลของ สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช (นักวิจัยหรือบริษัทเอกชน) ที่พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ขึ้นมา

หลักการสำคัญของ UPOV 1991 คือ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ให้สิทธิพิเศษแก่นักปรับปรุงพันธุ์ในการควบคุมการผลิต จำหน่าย หรือทำซ้ำพันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ 4 ข้อ ได้แก่ ใหม่ แตกต่างจากพันธุ์อื่น สม่ำเสมอ และคงตัวทางพันธุกรรม ระยะเวลาคุ้มครองยาวนานขึ้น ให้สิทธิคุ้มครองไม่น้อยกว่า 20 ปีสำหรับพืชทั่วไป และไม่น้อยกว่า 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและไม้เถา

นอกจากนี้ ขยายอำนาจครอบคลุมถึงผลผลิต สิทธิผูกขาดครอบคลุมไปถึงผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยว และสามารถขยายต่อไปถึงผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากผลผลิตนั้นได้ด้วย

จำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ จำกัดหรือห้ามไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์จากพืชที่จดทะเบียนสิทธิคุ้มครองไว้ ไปเพาะปลูกต่อในฤดูกาลถัดไปเหมือนวิถีปฏิบัติดั้งเดิม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายประเทศนั้นกำหนดไว้ให้ใช้สิทธิได้จำกัด

UPOV 1991 ยังเป็นประเด็นถกเถียงและถูกคัดค้านในไทย เพราะ ผลกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกร ชาวนาหรือเกษตรกรรายย่อยจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์เองได้ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น สูญเสียสิทธิพันธุ์พืชพื้นเมืองและท้องถิ่น

หากประเทศไทยแก้กฎหมาย (เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542) ให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 อาจทำให้ข้อกำหนดเรื่องการ แจ้งแหล่งที่มา ของพันธุ์พืชพื้นเมือง และการ แบ่งปันผลประโยชน์ ให้แก่ชุมชนหรือประเทศหายไป ความเสี่ยงถูกผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติ บริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรหรือสิทธิคุ้มครองพันธุ์ข้าวและพืชเศรษฐกิจสำคัญได้ง่ายขึ้น

แม้ว่าเวลานี้ รัฐบาลไทยในขณะนี้ ยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญา UPOV 1991 อย่างเป็นทางการ แต่ประเด็นนี้กำลังถูกยกระดับขึ้นมาเป็น “ประเด็นร้อน” ที่ได้รับการพิจารณาและถกเถียงอย่างเข้มข้น เนื่องจากเป็นหนึ่งในข้อผูกพันสำคัญใน การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ที่อียูยื่นเงื่อนไขให้ไทยยกระดับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เทียบเท่ามาตรฐาน UPOV 1991

เรากำลังจะเห็นตัวอย่างความอ่อนแอ ของเกษตรกร และผู้บริโภค กรณีการจดทะเบียนกะเพรา ที่อาจจะถูกผูกขาดจากบริษัทยักษ์ใหญ่ ในเร็ววันนี้ หากถึงวันที่จะต้องเข้าร่วม เป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญา UPOV 1991 อย่างเป็นทางการ จะไม่ยิ่งซ้ำเติมความบอบช้ำให้กับเกษตรกรไทย ที่ชำแล้ว ช้ำอีก หรอกหรือ

ความคิดเห็น