คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangแม่ฮ่องสอน · เปลี่ยน

เปิดมุมมอง‘ทวี สอดส่อง’ ชูจว.ชายแดนใต้พื้นที่แห่งโอกาสทางศก.

ที่มา: มติชน

เปิดมุมมอง‘ทวี สอดส่อง’ ชูจว.ชายแดนใต้พื้นที่แห่งโอกาสทางศก.

หมายเหตุ – พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ สะท้อนมุมมองการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นว่าปี 2570 ต้องเป็นจุดเปลี่ยนจังหวัดชายแดนจากความมั่นคงที่ควบคุมพื้นที่ สู่สันติภาพที่สร้างอนาคตให้ประชาชน โดยมีเนื้อหาดังนี้

ปี 2570 เป็นหมุดหมายสำคัญที่รัฐต้องพิสูจน์ผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 ฉบับเดิม กำหนดเป้าหมายให้ความรุนแรงยุติลงภายในปี 2570 และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568-2570 ยังคงมุ่งหมายให้ความรุนแรงด้านความมั่นคงยุติลงโดยสมบูรณ์ในปีเดียวกัน

จากรายงานสถิติตั้งแต่ปี 2547 พบเหตุการณ์ในปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา 21,983 เหตุการณ์ ส่วนข้อมูลความสูญเสียซึ่งรวมทั้งเหตุความไม่สงบและเหตุประเภทอื่น มีผู้เสียชีวิต 8,838 ราย บาดเจ็บ 15,285 ราย

ตลอดกว่าสองทศวรรษ รัฐใช้งบประมาณ กฎหมายพิเศษ และกลไกความมั่นคงจำนวนมาก แต่คำถามสำคัญคือ เราได้สร้างความปลอดภัย ความยุติธรรม งาน รายได้ และอนาคตให้ประชาชนมากน้อยเพียงใด

เห็นว่าถึงเวลาเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเพียงพื้นที่ปัญหาความมั่นคง ไปสู่พื้นที่แห่งโอกาสทางเศรษฐกิจที่มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และเครือข่ายระหว่างประเทศอย่างมหาศาล

1.โครงสร้างการแก้ปัญหา-หลายหน่วยงาน แต่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ร่วมกัน

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีหน้าที่จัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 ขณะที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รับผิดชอบภารกิจความมั่นคง ส่วน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รับผิดชอบการพัฒนา การประสานราชการ การอำนวยความเป็นธรรม และการเยียวยา ร่วมกับกระทรวง กรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

รัฐบาลเริ่มประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในสามจังหวัดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 ครอบคลุม 33 อำเภอ และต่ออายุทุก 3 เดือน ต่อมา ครม.วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เห็นชอบขยายประกาศเป็นครั้งที่ 86 สำหรับวันที่ 20 ตุลาคม 2569-19 มกราคม 2570 ใน 18 อำเภอ แม้พื้นที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯลดลง แต่บางพื้นที่เปลี่ยนไปใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯแทน จึงไม่ใช่การกลับสู่กฎหมายปกติทั้งหมด

เห็นว่าการแก้ปัญหาต้องบูรณาการ ความมั่นคงที่คุ้มครองชีวิตทั้งพุทธมุสลิมทุกศาสนา การธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่สร้างความไว้วางใจ และการพัฒนาที่สร้างงานกับรายได้ ให้เป็นภารกิจเดียวกัน

หากปี 2570 ไม่บรรลุเป้าหมาย รัฐบาล สมช. กอ.รมน. และ ศอ.บต. ต้องร่วมกันอธิบายข้อจำกัด เปิดเผยผลการดำเนินงาน และเสนอแนวทางปรับปรุงโครงสร้างที่ประชาชนตรวจสอบได้

2.งบประมาณจำนวนมาก แต่ต้องเปลี่ยนทุนที่มีอยู่เป็นเศรษฐกิจของประชาชน

งานวิจัยเรื่องการคลังและงบประมาณของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ระบุว่า ช่วงปี 2547-2566 รัฐจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเกือบ 500,000 ล้านบาท ครอบคลุมหลายภารกิจ มิใช่งบประมาณด้านการทหารทั้งหมด

แต่สามจังหวัดมีประชากรประมาณ 2.09 ล้านคน หรือร้อยละ 3.2 ของประเทศ มีผลิตภัณฑ์จังหวัดรวมเพียงร้อยละ 0.53 ของ GDP ประเทศ และผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวประมาณ 80,137 บาทต่อปี ขณะที่ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้เองเพียงร้อยละ 2-4 ของรายได้ทั้งหมดในช่วงปี 2557-2566

จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ขาดต้นทุนการพัฒนา แต่มีทุนที่ทรงคุณค่าอย่างน้อย 4 ด้าน

ด้านแรก ทุนทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และธรรมชาติ ทั้งพระราชวังเก่า ศาสนสถานโบราณ มัสยิด วัด อารยธรรมมลายู การแต่งกาย อาหาร ภาษา ตลอดจนทะเล ป่าโกงกาง น้ำตก และทะเลหมอก สามารถพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์ เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหารฮาลาล และธรรมชาติ โดยให้คนรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และชุมชนร่วมสร้างสรรค์ อนุรักษ์มรดก และได้รับรายได้โดยตรง

ด้านที่สอง ทุนทางการค้า อัตลักษณ์ฮาลาล และเครือข่ายโลกมุสลิม จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสัมพันธ์ทางภาษา ศาสนา การศึกษา และการค้ากับโลกมลายูและโลกอาหรับมายาวนาน แม้ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ซาอุดีอาระเบียเคยห่างเหิน แต่สายสัมพันธ์ด้านศาสนาและการศึกษายังคงมีบทบาท และการฟื้นฟูความสัมพันธ์เต็มรูปแบบในปี 2565 เปิดโอกาสขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

รัฐควรส่งเสริมพื้นที่เป็นฐานผลิตและส่งออกสินค้าและบริการฮาลาล สนับสนุน SMEs และวิสาหกิจชุมชนให้เข้าถึงมาตรฐาน เทคโนโลยี แหล่งทุน และตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างสินค้ามูลค่าเพิ่มแทนการจำหน่ายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว

ด้านที่สาม ทุนทางภูมิศาสตร์และความสัมพันธ์กับมาเลเซีย ชายแดนใต้มีความผูกพันด้านเครือญาติ ภาษา การศึกษา การค้า และศาสนกิจมายาวนาน คนไทยจำนวนมากประกอบธุรกิจร้านอาหารต้มยำในมาเลเซีย ขณะที่ชาวมาเลเซียเดินทางมาค้าขาย ท่องเที่ยว และช่วยเหลือชุมชน ทั้งการสนับสนุนมัสยิด เด็กกำพร้า และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ รวมถึงคาราวานรถจักรยานยนต์จากประเทศเพื่อนบ้าน

ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นทุนทางสังคมที่ควรต่อยอดเป็นการค้าชายแดน การท่องเที่ยว การศึกษา และการลงทุนร่วมกัน พร้อมพัฒนาด่านชายแดน ระบบขนส่ง และบริการให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาดได้สะดวกขึ้น

ด้านที่สี่ ทุนทางการเงินอิสลาม สหกรณ์ และการเงินชุมชน นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2530 ชุมชนได้พัฒนาระบบออมทรัพย์ สวัสดิการ และสินเชื่อตามหลักศาสนาอิสลาม เพื่อสร้างโอกาสให้ครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ต้องการระบบการเงินทางเลือก

รัฐควรต่อยอดเป็นสินเชื่อฮาลาลสำหรับเกษตรกร ประมง SMEs และการค้าชายแดน ศึกษารูปแบบเงินทุนที่เชื่อมโยงสัญญาซื้อขายผลผลิตเกษตรล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการเงินมาเลเซีย เช่น Bank Rakyat เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและเพิ่มแหล่งทุนภายใต้กฎหมายไทย

รัฐไม่ควรปล่อยให้ชุมชนและเอกชนขับเคลื่อนเพียงลำพัง แต่ต้องสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และ

เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงแหล่งทุน

เป้าหมายคือเปลี่ยนทุนทั้งสี่ด้านให้เป็นการลงทุนการจ้างงาน รายได้ และความภาคภูมิใจของประชาชนโดยวัดผลจากเศรษฐกิจครัวเรือน ไม่ใช่เพียงจำนวนโครงการหรืองบประมาณที่ใช้ไป

ปี 2570 ต้องเปลี่ยนผ่านสู่การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจและสันติภาพ

เห็นว่ารัฐต้องดำเนินการ 3 ภารกิจควบคู่กัน

หนึ่ง เปลี่ยนผ่านจากกฎหมายพิเศษอย่างมีแผน ครม. วันที่ 13 มกราคม 2569 เห็นชอบแผนปรับลดพื้นที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยตั้งเป้ายกเลิกประกาศในทุกพื้นที่ภายในปี 2570 รัฐต้องเปิดเผยเกณฑ์ประเมินและแผนเปลี่ยนผ่าน พร้อมพัฒนาตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานพลเรือนให้ดูแลความปลอดภัยภายใต้กฎหมายปกติอย่างมีประสิทธิภาพ

สอง กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจด้านการเกษตร ประมงยางพาราและผลไม้ที่เป็นจุดแข็งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างบริหารให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเห็นด้วยกับการพิจารณากฎหมายหรือรูปแบบบริหารพิเศษสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาจให้ประชาชนเลือกผู้บริหารพื้นที่โดยตรง เช่น ผู้ว่าราชการรูปแบบพิเศษ หรือผู้บริหารกลไกพลเรือนที่พัฒนาจาก ศอ.บต. แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบการปกครองทั้งหมด

หัวใจสำคัญคือการกระจายอำนาจด้านเศรษฐกิจ งบประมาณ และบริการสาธารณะให้พื้นที่ตัดสินใจได้มากขึ้น ภายใต้หลักสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ คุ้มครองภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กระจายอำนาจพร้อมทรัพยากรอย่างเพียงพอ กำหนดเจ้าภาพหลักที่ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงการบริหารท้องถิ่นกับกระบวนการสันติภาพ เพื่อลดความหวาดระแวงและสร้างความไว้วางใจในสังคมพหุวัฒนธรรม

การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งผู้บริหารหรือเปลี่ยนโครงสร้างราชการ แต่คือการคืนอำนาจตัดสินใจด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตให้ประชาชน โดยยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม

สาม ยกระดับกระบวนการสันติภาพให้มีกฎหมายรองรับ การพูดคุยสันติภาพเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2556 โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก แม้มีกลไกของรัฐ แต่ยังขาดกฎหมายเฉพาะที่กำหนดความต่อเนื่อง ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างชัดเจน

จึงควรนำข้อเสนอภาคประชาชนมาพิจารณาควบคู่กับการแก้ไข พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 เพื่อให้ ศอ.บต.มีภารกิจฝ่ายพลเรือนด้านสันติภาพ ทั้งการส่งเสริมการพูดคุย รับฟังความคิดเห็น อำนวยความยุติธรรม เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และคุ้มครองสังคมพหุวัฒนธรรม โดยไม่ซ้ำซ้อนกับกลไกเจรจาระดับชาติ

ขณะเดียวกัน ต้องตรวจสอบการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ปลุกปั่นความเกลียดชัง หรือคุกคามผู้เห็นต่าง โดยคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และทบทวนบทบาท กอ.รมน. ตามกฎหมายปี 2551 ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารโดยฝ่ายพลเรือน

ปี 2570 จึงไม่ควรเป็นเพียงปีที่รัฐรายงานว่าความรุนแรงลดลงเท่าใด แต่ต้องเป็นจุดเปลี่ยนจากการพึ่งพากฎหมายพิเศษ ไปสู่ความยุติธรรม การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสันติภาพที่ประชาชนมีส่วนร่วม

จังหวัดชายแดนภาคใต้มีทุนทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา การค้า ภูมิศาสตร์ และการเงินอิสลามอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐต้องพิสูจน์คือความสามารถในการเปลี่ยนทุนเหล่านี้ให้เป็นการลงทุน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนอย่างทั่วถึง

สันติภาพที่แท้จริงไม่ใช่เพียงวันที่เสียงปืนเงียบลงแต่คือวันที่ประชาชนมีความปลอดภัย ได้รับความยุติธรรม มีงาน มีรายได้ และมีอำนาจร่วมกำหนดอนาคตของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี

ความคิดเห็น