หุ้นไฮเทคดิ่งทั่วโลก แนสแดกวูบ 81.25 ล้านล. เกาหลีใต้ระงับซื้อขาย หวั่นพัฒนา AI ชะลอ
มูลค่าตลาดหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั้งในสหรัฐและเอเชียหายไปหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางการเทขายหุ้นครั้งใหญ่ หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจุดกระแสความกังวลว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) อาจชะลอตัวลง
หุ้นของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีและเอไอร่วงลงอย่างหนัก หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งจนครองเสียงข้างมากในทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากระหว่างการหาเสียง พรรคเดโมแครตได้ชูนโยบายชะลอการพัฒนาเอไอ
ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปิดตลาดลดลงมากกว่า 5.5% ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 81.25 ล้านล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญอื่น ๆ ของสหรัฐก็ปรับตัวลดลงอย่างหนักเช่นกัน ซึ่งถือเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2025
การเทขายหุ้นครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงกว้างที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ว่า เม็ดเงินมหาศาลที่ทุ่มลงไปในอุตสาหกรรมเอไอ จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่
ขณะที่ในเอเชีย การเทขายหุ้นอย่างหนักในตลาดสหรัฐ ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดอเชียต่างปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นลดลง 6% ในช่วงต้นการซื้อขาย หลังราคาหุ้นของ Kioxia บริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ร่วงลงมากกว่า 12.6% ส่วน Tokyo Electron ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่ง ปรับตัวลดลง 9.5% ขณะที่ตลาดหุ้นไต้หวันปรับตัวลดลงกว่า 8% โดยหุ้นของ TSMC ปรับตัวลดลง 8.5%
ด้าน SK Hynix ผู้ผลิตชิปของเกาหลีใต้ หุ้นร่วงลงมากกว่า 11.5% ขณะที่หุ้น Samsung ลดลงเกือบ 10% แรงเทขายหุ้นในกรุงโซลส่งผลให้ดัชนีคอสปีดิ่งลงมากกว่า 8.5% จนนำในสู่การประกาศระงับการซื้อขายหุ้นชั่วคราว หรือเซอร์กิต เบรกเกอร์ ซึ่งเป็นกลไกที่ออกแบบมาสกัดการเทขายหุ้นจากความตื่นตระหนก
ชารู ชานานา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Saxo กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่ามีความตื่นตระหนกปนอยู่ในการเทขายครั้งนี้ และการปรับสถานะการลงทุนก็ยิ่งทำให้ความผันผวนรุนแรงขึ้นไปอีก
“เมื่อนักลงทุนต่างพร้อมใจกันลดสถานะการลงทุน แรงเทขายอาจทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการใช้การกู้ยืมเงินมาลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็อาจนำไปสู่การบังคับขายสินทรัพย์Forced Liquidationได้” ชานานาระบุ
ทั้งนี้ ผู้ลงทุนมองว่ากลุ่มผู้ผลิตชิปและซัพพลายเออร์อุปกรณ์สำหรับศูนย์ข้อมูล ในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น มีความเสี่ยงสูงที่สุด ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้ได้ปรับตัวลดลงมาแล้วในช่วงวันพุธและวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐต่างชูนโยบายชะลอการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมเอไอ โดยมีมาตรการหลายสิบข้อมานำเสนอ เพื่อจำกัดการพัฒนาศูนย์ข้อมูล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดังกล่าว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโพสต์ข้อความบนโซเชียลกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นต้นเหตุของการดิ่งลงอย่างหน้กของตลาดหุ้นโดยระบุว่า ตลาดหุ้นเผชิญกับหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีสาเหตุมาจากผลการเลือกตั้ง
“จำไว้ว่านี่ไม่ใช่มือของพรรครีพับลิกัน แต่เป็นพรรคเดโมแครต (ที่ทำตัวงี่เง่า) อย่างไรก็ตาม อย่าหวาดกลัว ไม่ต้องกังวลไป ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เราจะกลับมายิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอน! มาทำอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งกันเถอะ” ทรัมป์ระบุ
เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต โพสต์ข้อความบน X เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนว่า ชาวอเมริกันไม่ต้องการให้บรรดาผู้มีอำนาจผูกขาดในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทำลายสิ่งแวดล้อม แย่งชิงตำแหน่งงาน และคุกคามอนาคตของมนุษยชาติ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วประเทศทันที
ราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับศูนย์ข้อมูลเอไอ ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตชิปและผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายสำคัญ ต่างปรับตัวลดลงอย่างหนักเมื่อวันพฤหัสบดี สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้แล้ว
หุ้นของ Nvidia ร่วงลงกว่า 9% ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ของบริษัทหายไปกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์
ผู้ผลิตชิปรายอื่นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยหุ้นของ AMD และ Micron ต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 17% ส่วนหุ้น Intel ร่วงลง 10.3% ขณะที่ SanDisk ผู้ผลิตหน่วยความจำราคาดิ่งลงกว่า 22%
ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ซึ่งติดตามผลประกอบการของบริษัทด้านเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุด 30 แห่ง ปรับตัวลดลงกว่า 12%
หุ้นของบริษัทในเครืออีลอน มัสก์ อย่าง SpaceX และ Tesla ก็ดิ่งลงเช่นกัน โดยปรับตัวลดลง 8% และเกือบ 11% ตามลำดับ ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทเหล่านี้หายไปรวมกันกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
โดยรวมแล้ว บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้ง 7 แห่งที่รู้จักกันในชื่อกลุ่ม “แม็กนิฟิเซนต์ เซเวน” (Magnificent Seven) ซึ่งรวมถึงแอปเปิล อินวิเดีย และเทสลา สูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในวันซื้อขายเพียงวันเดียว
การร่วงลงของราคาหุ้นยังส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นสำคัญอื่น ๆ ของสหรัฐด้วย โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลดลง 4.4% เมื่อสิ้นสุดการซื้อขาย ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ อินดัสเทรียล ลบล้างกำไรที่ทำไว้เมื่อวันพุธ และปิดตลาดลดลงมากกว่า 3.4%
การปรับตัวลดลงของดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต รุนแรงถึงขั้นที่ขณะนี้เข้าสู่ภาวะที่นักวิเคราะห์ตลาดเรียกว่า “เขตปรับฐาน” (Correction Territory) ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ดัชนีตลาดหุ้นหรือมูลค่าของบริษัทลดลงอย่างน้อย 10% จากระดับสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา