UN เตือนถ้าฮอร์มุซยังปิด – รอยเตอร์ รายงานวันที่ 15 ต.ค. ว่า เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนว่าหากสหรัฐอเมริกากับอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแผนการที่สหประชาชาติสนับสนุนเพื่อให้สามารถขนส่งปุ๋ยผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ อาจก่อให้เกิดวิกฤตความมั่นคงทางอาหารในบางพื้นที่ของทวีปเอเชียและแอฟริกา
สหประชาชาติจัดตั้งคณะทำงานเมื่อเดือนมี.ค. เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งปุ๋ยผ่านช่องแคบดังกล่าว แม้ขณะนี้ยังไม่มีการนำกลไกที่วางไว้ไปปฏิบัติจริง
แต่ นายฮอร์เก โมเรรา ดา ซิลวา รองเลขาธิการสหประชาชาติและผู้อำนวยการบริหารสำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ ระบุว่ากลไกนี้สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายใน 7-10 วันหลังจากรัฐบาลสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงกัน
“การบรรลุข้อตกลงภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง มิฉะนั้นเราจะพลาดช่วงฤดูกาลเพาะปลูกไป หากเราพลาด ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงอย่างมากและผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น” นายซิลวาให้สัมภาษณ์ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ
ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า กองทัพสหรัฐให้ความช่วยเหลือเรือพาณิชย์หลายพันลำในการเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว
“สหรัฐจะยังดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อต่อต้านความพยายามของอิหร่านในการขัดขวางเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นการนำเศรษฐกิจโลกมาเป็นตัวประกัน”
ทั้งนี้ ทำเนียบขาวและสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงเทพยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นในทันที อิหร่านพยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซให้เข้มงวดยิ่งขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ก่อนเกิดสงครามช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยยูเรียในสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของการค้าทั่วโลก ทั้งยังเป็นช่องทางขนส่งกำมะถันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจและการผลิตระดับโลก ในสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการขนส่งทางทะเล
สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศระบุว่า การขนส่งปุ๋ยออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังคงหยุดชะงักเกือบทั้งหมด แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 6 เดือนนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น ในช่วงที่มีการหยุดยิงระหว่างกลางเดือนมิ.ย. ถึงกลางเดือนก.ค. ซึ่งมีการกลับมาเดินเรือบางส่วนนั้นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยมีสัดส่วนในการขนส่งน้อยมาก
หากสถานการณ์หยุดชะงักบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไป ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์อาจพุ่งสูงขึ้น โดยธัญพืชอาจมีราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 81 พืชน้ำมันร้อยละ 66 และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ร้อยละ 30