อนุทินเดือด เด้งนอภ.บ้านสร้างเซ่นท่วม ฉุนเกียร์ว่าง-เจ้าตัวน้อมรับ ปภ.เผย 27จว.-กทม.ยังจม
รบ.ห่วงภาคตะวันตก-ใต้
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 2871/2569 เรื่องให้ข้าราชการช่วยราชการ ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวระบุว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง โดยมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ ณ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็นการประจำ มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569
วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อติดตามสถานการณ์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
นายอนุทิน กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างการประชุมว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นายชนาธิป โคกมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการ มท. ปลัด มท. และอธิบดีกรมการปกครอง ขอให้ย้ายนายเสฏฐวุฒิ เนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือ ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่อธิบดีกรมการปกครองได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วว่าเป็นความจริง พบว่า นายอำเภอคนดังกล่าวไม่กระตือรือร้น ไม่ทุ่มเททำงานและไม่ตั้งใจ เมื่อส่งของไปก็ต้องใช้เวลา บอกยังไม่ทำ ขอทำพรุ่งนี้เช้า รวมถึงเรื่องการอพยพประชาชนออกจากบ้าน ก็ไม่ให้ความร่วมมือในการประสานงานอย่างเต็มที่ จนเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหนังสือมาอย่างเป็นทางการ
“ผมถือเป็นสิ่งที่น่าอับอาย น่าละอายมาก ที่เรามีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการ เพราะเขาถือว่าเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตผู้คน และ อ.บ้านสร้าง เป็นอำเภอที่ ณ วันนี้ นับว่าเป็นแชมป์ประเทศไทย เป็นอำเภอที่ลำบากที่สุด แต่ไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์ถือว่าปรับระดับขึ้นมาอยู่ในโอกาสเป็นปกติมากขึ้นในทุกพื้น ที่ยกเว้นบางจังหวัดที่ยังมีสถานการณ์ไม่สามารถระบายน้ำ ยังเกิดสภาวะน้ำท่วมขังอยู่และในพื้นที่เหล่านั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานราชการต่างๆ ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษลงไปบัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่ให้เกิดความช่วยเหลือกับประชาชนมากที่สุด เช่น จ.ปราจีนบุรี ถือว่าได้รับผลกระทบมากๆ นอกจากนี้ ยังมี จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ในเขตปริมณฑลอีกหลายจังหวัด ขณะเดียวกัน ช่วงนี้ยังมีปริมาณฝนที่เริ่มเข้าภาคใต้แล้ว ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ได้หารือไว้มาก่อนหน้านี้แล้วในทุกเรื่อง
นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนการจ่ายเงินเยียวยาในพื้นที่ที่ได้ไปสำรวจแล้ว ก็ขอให้เร่งส่งรายชื่อของครัวเรือนให้รวดเร็วที่สุด จนถึงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ปภ.ได้โอนเงินเยียวยาให้กับประชาชนจนถึงปัจจุบันโอนไปแล้วประมาณกว่า 10,400 ครัวเรือน เป็นเงิน 94 ล้านบาท
ด้านนายเสฏฐวุฒิ กล่าวว่า ได้รับทราบคำสั่งให้เดินทางไปช่วยราชการเรียบร้อยแล้ว และพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมาได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่เมื่อมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาออกมาก็น้อมรับและต้องดำเนินการตามขั้นตอนราชการทันที ส่วนการเดินทางไปรายงานตัวที่กรมการปกครองนั้น พื้นที่อำเภอบ้านสร้างกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมล้อมรอบทุกทิศทาง การเดินทางออกนอกพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้รถยนต์พยายามหาเส้นทางสัญจรที่พอจะสัญจรได้เพื่อเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ
ที่ จ.ปราจีนบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังอธิบดีกรมการปกครองมีคำสั่งด่วนให้นายเสฏฐวุฒิไปช่วยราชการที่กรมการปกครอง และนายอนุทินกล่าวตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ในที่ประชุม บกปภ.ช. ต่อมา มีการเผยแพร่คำสั่งในเพจเฟซบุ๊กชาวปราจีนบุรี และพบว่ามีประชาชนทั้งจาก อ.บ้านสร้าง และใน จ.ปราจีนบุรี เข้าไปแสดงความไม่เห็นด้วย และให้กำลังใจนายเสฏฐวุฒิจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ตกใจหลังเห็นคำสั่งดังกล่าว ยืนยันว่าที่ผ่านมาพบนายอำเภอลงพื้นที่พบปะประชาชนบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม นายอำเภอลงพื้นที่ไปพบชาวบ้านด้วยตัวเอง และติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 27 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน น่าน พะเยา ตาก นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวม 123 อำเภอ 984 ตำบล 7,215 หมู่บ้าน รวมกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,154,875 ครัวเรือน 3,160,972 คน (ข้อมูล ศอ.ปภ.เวลา 06.00 น.)
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า ขณะนี้เขื่อนเจ้าพระยาได้ปรับการระบายน้ำลดลงเหลือที่ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม.ต่อวินาที) ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ และจะทยอยปรับลดการระบายลง 20 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ที่น้ำลดลง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี สถานการณ์ดีขึ้น ขณะที่ จ.ปทุมธานียังระบายน้ำได้ช้า เนื่องจากมีน้ำที่ไหลจาก อ.องครักษ์ จ.นครนายก มาเติม ส่วนภาคตะวันออก สถานการณ์ที่ลุ่มน้ำบางปะกง การระบายน้ำยังล่าช้า เนื่องจากมีน้ำทะเลหนุนสูง จึงยังต้องเฝ้าระวังพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ เหลือจุดน้ำท่วมขังถนน 1 สาย ทั้งนี้ จะต้องเฝ้าระวังภาคตะวันตกของประเทศ ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม ที่จะมีฝนเพิ่มเติมระหว่างวันที่ 9-13 ตุลาคมนี้ รวมถึงภาคใต้ฝั่งตะวันออก ที่จะมีปริมาณฝนตกหนักในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ประจวบคีรีขันธ์