เอกนิติดันสร้าง ‘New Chapter’ ไทยญี่ปุ่น ชูยุทธศาสตร์ Quality Investment รับ 4 ความท้าทายโลก
ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ Thailand and Japan: Building the Next Chapter of Investment Partnership ภายในงาน Thailand – Japan Investment Forum: Investment Gateway for Sustainable Growth ว่า ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นคือเพื่อนและพันธมิตร นักลงทุนญี่ปุ่นนั้นก็อยู่เคียงข้างและร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไทยมายาวนาน โดยความร่วมมือในอดีตเริ่มต้นอย่างเด่นชัดนับตั้งแต่ช่วงข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ในปี 1980 ที่สหรัฐอเมริกาและยุโรป บีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่นลดลงเพียงในชั่วข้ามคืน ภาคธุรกิจและนักลงทุนญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศเพื่อลดต้นทุน ตามทฤษฎีฝูงห่านบิน (Flying Geese) ซึ่งประเทศไทยได้กลายมาเป็นจุดหมายปลายทางและบ้านใหม่ของการลงทุนญี่ปุ่นนับตั้งแต่นั้นมา และเติบโตอย่างมั่นคงร่วมกันจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ในวันนี้ที่บริบทโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศจะต้องร่วมกันเขียน “บทใหม่” (New Chapter) ของความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจร่วมกัน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้เล่นหลัก ซึ่งในอดีตมหาอำนาจเศรษฐกิจ 3 ขั้วหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เคยครองสัดส่วนมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันสูงถึงประมาณ 60% ของ GDP โลก ทว่าในปัจจุบัน ทั้ง 3 กลุ่มกลับมีสัดส่วนลดลงเหลือเพียงราว 25% ของ GDP โลกเท่านั้น การหดตัวของขั้วอำนาจเดิมเปิดโอกาสให้เกิดผู้เล่นกลุ่มใหม่ ๆ ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ จนนำไปสู่การเกิดกลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจระดับกลาง หรือ “Middle Power” ซึ่งประเทศไทยรวมถึงหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นกลุ่มนี้ที่มีพลังทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.โลกที่แตกขั้ว จากสงครามการค้า เช่น กำแพงภาษี โดยประเทศไทยสามารถวางบทบาทเป็นขั้วอำนาจระดับกลาง (Middle Power) และทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector) เชื่อมโยงนานาประเทศ 2.การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งขณะนี้ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงข่ายโทรคมนาคม 3.วิกฤติด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ที่ไทยต้องลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ เนื่องจากราคาพลังงานมักจะมีความผันผวน อาทิ จากสงครามตะวันออกกลาง และ 4.สังคมสูงวัย ซึ่งทั้งไทยและญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะดังกล่าว โดยญี่ปุ่นคือประเทศที่มีผู้สูงวัยมากที่สุด ส่วนไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของสังคมสูงวัยรวดเร็วที่สุดในขณะนี้
นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อที่ไทยและญี่ปุ่นจะสร้าง New chapter ร่วมกัน ดังนั้นต้องหาสร้างแนวทางเพื่อรองรับความท้าทายจากทั้ง 4 ด้าน โดยรัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Quality Investment-Led Growth หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่นำโดยการลงทุนที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยมุ่งเน้น 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New investment) ที่ไทยและญี่ปุ่นสามารถร่วมมือกันได้ ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะและการแปรรูปอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ยานยนต์สมัยใหม่และพลังงานทางเลือก, บริการทางการแพทย์และสุขภาวะ, การท่องเที่ยวยกระดับคุณภาพ, ธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) นอกจากนี้ ขณะนี้ภาครัฐอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนโครงการ “BOI to IPO” ซึ่งเป็นการต่อยอดเพื่อสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทที่เข้ามาลงทุนและเติบโตในประเทศไทยแล้วต้องการระดมทุน เช่น บริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และระดมทุนได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น และจะช่วยขยายขนาดตลาดหลักทรัพย์ไทยและส่งเสริมให้เกิดการขยายการลงทุนระลอกใหม่ในประเทศ โดยปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับภาคเอกชนหลายราย
“ไทยและคนญี่ปุ่น เราเป็นเพื่อน เราเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน วันนี้ผมจะไม่มาพูดว่าให้มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ เพราะทุกคนในห้องนี้ลงทุนอยู่แล้ว แต่ผมอยากจะบอกว่า ให้เรามาเติบโตในประเทศไทยเถอะ แต่ไม่ใช่เติบโตในประเทศไทยอย่างเดียว อยากให้เติบโตกับคนไทย และก็อยากให้เติบโตจากประเทศไทย ดังนั้น ผมจึงอยากทิ้งท้าย speech ของผม ก่อนเปิดงานว่า อยากให้มา grow together with and grow together from Thailand for sustainable future” นายเอกนิติ กล่าว