คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangเกาะช้าง · เปลี่ยน

“เดชรัต” จี้ “สุริยะ” ทำฐานข้อมูลรักษาความหลากหลายสายพันธุ์ “กะเพรา”

ที่มา: ไทยรัฐ

“เดชรัต” จี้ “สุริยะ” ตอบปมจดทะเบียน “กะเพราแก้วจุรี” บี้เปิดเผยผลตอบแทนกองทุนฯ พร้อมแนะจัดทำฐานข้อมูลรักษาความหลากหลายสายพันธุ์ ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน

วันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) และหัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านคุณภาพชีวิต พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีการขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ “กะเพราแก้วจุรี” จำนวน 4 สายพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายเดชรัตยืนยันว่า พรรคประชาชนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต แต่เห็นว่าต้องมีความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรและการใช้ประโยชน์จากฐานพันธุกรรมดั้งเดิม แต่เนื่องจากกะเพราเป็นพืชพันธุ์ที่พี่น้องประชาชนทั้งปลูก ขาย ซื้อ และใช้ประโยชน์กันโดยทั่วไป ประกอบกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยน และการนำพันธุ์กะเพราไปปลูกหรือจำหน่าย ก็มักมิได้จำแนกหรือระบุชัดเจนว่าเป็นสายพันธุ์อะไร ต่างจากเมล็ดพันธุ์ข้าวหรือข้าวโพด ทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความสงสัยและความกังวลใจ

แม้ล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบกระบวนการจดสิทธิคุ้มครองดังกล่าว แต่การตรวจสอบเพียงขั้นตอนทางกฎหมายยังไม่เพียงพอต่อการคลายข้อสงสัยของสังคม จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรตอบคำถามสำคัญต่อไปนี้

1. สร้างความชัดเจนในการสังเกตและจำแนกสายพันธุ์ ขอให้กระทรวงเกษตรฯ ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ที่ได้รับคุ้มครอง มีลักษณะปรากฏแตกต่างจากกะเพราสายพันธุ์ทั่วไปและสายพันธุ์ต้นทาง (CPR1) อย่างไร เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรสามารถสังเกต จำแนก และหลีกเลี่ยงข้อหาละเมิดสิทธิได้โดยง่าย

2. เปิดเผยความโปร่งใสเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ การพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวมีการใช้กะเพราป่ามาเป็นฐาน ซึ่งตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ต้องมีการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์เข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช เดชรัตชี้ว่า การอ้างว่าข้อมูลส่วนนี้เป็นความลับ ไม่สามารถเปิดเผยได้ ถือเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากกฎหมายห้ามเปิดเผยเฉพาะส่วนของ “กรรมวิธีในการปรับปรุงพันธุ์” เท่านั้น

ทั้งนี้ พบข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2561-2568 มีการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ 207 ราย แต่กองทุนฯ กลับมีรายได้จากส่วนนี้เพียงประมาณ 467,000 บาท ซึ่งปี 2567 มีรายได้เพียง 366,668 บาท จึงขอตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในการจัดสรรรายได้คืนสู่รัฐและสังคม

นายเดชรัต กล่าวต่อไปว่า โดยสภาพการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โดยและขึ้นทะเบียนผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาด มักทำให้เกิดการส่งเสริมเฉพาะสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้น อาจกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ จึงเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งทำฐานข้อมูลกะเพราไทยที่มีกว่า 200-300 สายพันธุ์ สนับสนุนชุมชนจดทะเบียนเป็น “พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น” ตามมาตรา 45 เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ทำหน้าที่คุ้มครองสายพันธุ์ดังกล่าวตามมาตรา 47 และสามารถต่อรองข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กับผู้พัฒนาสายพันธุ์ได้โดยตรง แทนที่จะตกลงกับคณะทำงานของคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช เช่นกรณีของการพัฒนาสายพันธุ์กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์

นายเดชรัต ย้ำทิ้งท้ายว่า หากภาครัฐมีกลไกคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร ประชาชน และฐานพันธุกรรมดั้งเดิมอย่างรัดกุม จะช่วยลดความคลางแคลงใจของสังคม และสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่กับการคุ้มครองประโยชน์ของส่วนรวมได้อย่างยั่งยืน

ความคิดเห็น