คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangขอนแก่น · เปลี่ยน

ขอนแก่นเดือด! ชาวบ้านรุกฮือต้านวัดสร้างกำแพงปิดทาง อ้างใช้ ...

ที่มา: สยามรัฐอ่านแล้ว: 1

ขอนแก่นเดือด! ชาวบ้านรุกฮือต้านวัดสร้างกำแพงปิดทาง อ้างใช้สัญจรมานานกว่า 10 ปี

ชาวบ้าน อ.พล จ.ขอนแก่น รุกฮือต้านวัดสร้างกำแพงปิดทางสัญจร หลังที่ดิน 4 แปลงถูกถวายให้วัด เจ้าของที่ดินเผยเคยเปิดพื้นที่เป็นทางชั่วคราว 4-5 ปี ขณะที่ชาวบ้านอ้างใช้มานานกว่า 10 ปี ด้านศูนย์ดำรงธรรมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมาย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 ก.ย.69 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก นายทวีศักดิ์ นารีคำ อายุ 57 ปี อยู่ ม.3 บ.หนองม่วงใหญ่ ต.เก่างิ้ว อ.พล จ.ขอนแก่น พร้อมนำหลักฐานภาพถ่ายโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อ นางบุษบา นารีคำ อายุ 57 ปี ภรรยา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 82 ตารางวา มาแสดงต่อผู้สื่อข่าว หลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน ภายหลังวัดต้องการขยายพื้นที่มุมสงบ ด้วยการนำที่ดินบริเวณหลังวัดเป็นส่วนหนึ่งของเขตวัด โดยชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดิน 4 รายพร้อมใจถวายให้เป็นที่ดินวัดทุกแปลง และเปิดทางสัญจรชั่วคราวเนื่องจากยังไม่ได้สร้างกำแพงวัด กระทั่งปี 2563-2564 เจ้าอาวาสได้เริ่มพัฒนาวัดหลังมีญาติโยยมร่วมทำบุญเข้ามาต่อเนื่องพอที่จะสามารถสร้างกำแพงวัดได้ ทางวัดจึงได้เริ่มสร้างและปิดทางปศุสัตว์ชั่วคราว ทำให้ชาวบ้านที่เคยพาวัวเดินเส้นทางชั่วคราวนี้ต้องขยับไปใช้เส้นทางอีกเส้นที่อยู่ใกล้เคียงแทน จึงไม่ยอมให้วัดสร้างกำแพงปิด และรวมกลุ่มชาวบ้านในหมู่บ้านต้องการให้เปิดเป็นทางสัญจรต่อไป โดยอ้างว่าใช้เส้นทางดังกล่าวมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ทั้งที่ความเป็นจริงเพิ่งจะเทียวได้ประมาณ 4-5 ปี

นายทวีศักดิ์ เจ้าของที่ดิน กล่าวว่า เดิมวัดชัยมงคลมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 1 งาน ต่อมาในปี 2563 ทางวัดมีความประสงค์จะขยายพื้นที่ให้เป็นขอบเขตของวัด ให้มีมุมสงบของพระสงฆ์ในวัด จึงติดต่อเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ใกล้เคียงและมีพื้นที่ติดกับวัด เพื่อขอซื้อที่ดินในราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยคิดราคาตามจำนวนเนื้อที่และมีการพูดคุยลดหย่อนกันตามความเหมาะสม ซึ่งสำหรับที่ดินของครอบครัวตนมีเนื้อที่ 2 งาน 82 ตารางวา ขณะนั้นตกลงราคากันที่ประมาณ 280,000 บาท ส่วนแปลงอื่นก็มีการลดหย่อนราคาตามการพูดคุย รวมทั้งหมดมีที่ดินจำนวน 5 แปลง โดยแปลงที่ 5 เจ้าของประสงค์ถวายให้วัดโดยไม่คิดมูลค่า

"ในปี 2563 ทางวัดได้ชำระเงินค่าที่ดินของครอบครัวตนมาครึ่งหนึ่งก่อน ในช่วงเวลาดังกล่าวครอบครัวยังเก็บโฉนดที่ดินไว้กับตัว จนกระทั่งปี 2564 วัดชำระเงินครบทั้งหมด จึงมอบโฉนดให้ทางวัดนำไปดำเนินการเกี่ยวกับการโอนให้เป็นพื้นที่ของวัด แต่หลังจากนั้นมีชาวบ้านรายหนึ่งมาขอให้เปิดพื้นที่บางส่วนเป็นทางใช้ชั่วคราว โดยระบุว่าจะใช้เป็นทางสำหรับปศุสัตว์และการสัญจร หรือภาษาชาวบ้านคือทางสำหรับวัวควายเดินไปหากินหญ้า จึงยินยอมให้ใช้ชั่วคราว กระทั่งจากวันนั้นถึงปัจจุบันผ่านมาประมาณ 4-5 ปี โดยปัญหาเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อพระผู้ดูแลวัดมีแนวคิดจะก่อสร้างกำแพงล้อมพื้นที่ให้เป็นขอบเขตของวัดเช่นเดียวกับวัดทั่วไป โดยตั้งใจสร้างไปจนสุดแนวเขตที่ดิน ระหว่างดำเนินการก่อสร้างกำแพงไปได้ประมาณครึ่งหนึ่ง มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเข้ามาคัดค้าน โดยบอกว่าไม่สามารถปิดพื้นที่บริเวณดังกล่าวได้ และต้องเปิดไว้เพื่อให้พวกตนใช้เป็นทางสัญจร โดยเป็นทางให้วัวสัญจร ทั้งที่ห่างไปไม่ไกลมีถนนสัญจรไปมาได้อีกหลายทาง"

นายทวีศักดิ์ กล่าวต่อว่า วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนเองพร้อมญาติโยมจำนวนหนึ่งจึงเข้ามาดำเนินการปิดช่องบริเวณดังกล่าวตามที่ได้รับแจ้งกลุ่มชาวบ้านที่ต้องการใช้พื้นที่เป็นทางสัญจรและทางปศุสัตว์ไม่ยินยอม และได้ไปร้องเรียนต่อผู้ใหญ่บ้าน ขอให้เข้ามาสั่งระงับการก่อสร้าง โดยให้เหตุผลว่าเส้นทางดังกล่าวมีการใช้สัญจรมานานเป็นสิบปีแล้ว และยังคงมีผู้ใหญ่บ้านเดินทางมาพูดคุยและขอให้หยุดดำเนินการไว้ก่อน โดยกล่าวในลักษณะว่าให้หยุดไปก่อน อย่าเพิ่งทำได้ไหม แต่ตนเห็นว่าไม่สามารถหยุดได้ เนื่องจากต้องดำเนินการให้สำเร็จตามที่ทางวัดแจ้งไว้

"กลุ่มดังกล่าวไม่ได้ฟ้องร้องเพื่อขอกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกเปิดใช้มาเป็นเวลาสิบๆ ปี จึงต้องการใช้เป็นช่องทางหรือถนนสัญจรต่อไป โดยก่อนหน้านี้มีการพูดกับตนในลักษณะว่า ขอเพียงใช้ทาง ไม่ได้ต้องการเอาที่ดินไป และตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถเปิดให้ใช้ต่อได้ ซึ่งตนไม่ทราบว่าพระผู้ดูแลวัดได้ปรารภเรื่องการปิดทางกับชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวโดยตรงหรือไม่ แต่ทราบว่ามีญาติโยมบริจาคเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้างกำแพง จึงเชื่อว่าน่าจะมีการพูดถึงเรื่องการสร้างกำแพงกับญาติโยมมาก่อน จึงมีทุนทรัพย์เข้ามาสนับสนุนการก่อสร้าง ฝ่ายของตนไม่ได้เป็นผู้ไปร้องเรียนหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เป็นฝ่ายที่ต้องการให้เปิดทางสัญจรที่ยื่นเรื่องร้องเรียน โดยเบื้องต้นได้ไปร้องต่อศูนย์ดำรงธรรม คาดว่าในวันที่ 7 ส.ค. ก่อนที่วันที่ 17 ส.ค. เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจะลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง ในการลงพื้นที่ดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมถึงปลัดอำเภออาวุโสเข้าร่วม โดยเจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่า วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล และการดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่วัดย่อมเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามสิทธิและกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาวบ้านอีกฝ่ายยังคงยืนยันว่าจะต้องใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นทางสัญจรต่อไป ทำให้ระหว่างการพูดคุยมีเหตุชุลมุนเกิดขึ้นบางส่วน"

นายทวีศักดิ์ ยืนยันว่า ปัจจุบันชื่อในโฉนดยังคงเป็นชื่อบุคคล โดยแปลงของครอบครัวยังปรากฏชื่อ นางบุษบา นารีคำ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้ก่อนหน้านี้จะได้มอบโฉนดให้ทางวัดดำเนินการแล้วก็ตาม ซึ่งต่อมาได้มีการติดต่อสำนักงานที่ดิน โดยเจ้าหน้าที่แนะนำว่าเรื่องดังกล่าวควรดำเนินการในลักษณะการถวายที่ดินให้วัด ส่วนการซื้อขายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่จำเป็นต้องนำมาเป็นประเด็นในการดำเนินการขั้นตอนดังกล่าว โดยปัจจุบันโฉนดที่ดินจำนวน 4 แปลงถูกส่งให้สำนักงานที่ดินดำเนินการแล้ว และมีการส่งเรื่องไปยังระดับจังหวัด ก่อนจะส่งกลับมาเพื่อดำเนินการรังวัด

นายทวีศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเดินทางไปดำเนินการเรื่องที่ดิน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะมีการออกมารังวัดในภายหลัง แต่ยังไม่ได้กำหนดวันและเวลาที่แน่นอน โดยจะดำเนินการรังวัดและรวมแปลง พร้อมสอบถามข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเกี่ยวกับประวัติและระยะเวลาการตั้งวัดในพื้นที่ อย่างไรก็ดีตนไม่ได้ต้องการออกไปโต้แย้งหรือมีปากเสียงกับใคร แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงปรากฏและให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ความคิดเห็น