คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangขอนแก่น · เปลี่ยน

“อนุทิน” สั่งสภาพัฒน์คำนวณใหม่ มั่นใจ GDP ไทยปีนี้โตเกิน 2.1%

ที่มา: ไทยรัฐ

“อนุทิน” มั่นใจ GDP ปีนี้โตเกิน 2.1% สั่งสภาพัฒน์กลับไปตรวจสอบทั้งวิธีคำนวณ สมมติฐานใหม่ ลั่นวางตำแหน่งประเทศไทยต่อผู้ลงทุนต่างชาติใหม่ ถ้ามาหาแรงงานราคาถูกถือว่ามาผิดที่

วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เมื่อเวลา 09.05 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ว่า การประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ระดับ 2.1% หลังเห็นตัวเลขการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และรายได้ภาษีปรับตัวดีขึ้น ได้มอบหมายสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กลับไปตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง เพราะตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้าน สะท้อนภาพที่ต่างจากประมาณการเดิม โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรก จากข้อมูลที่ได้รับสูงกว่ามูลค่าทั้งปีที่แล้วราว 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวกว่า 20% และเคยขึ้นไปใกล้ 25% และรัฐบาลยังเห็นสัญญาณจากการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงตั้งคำถามว่าหากตัวแปรหลักขยับขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัวเพียง 2.1% ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น GDP ประเทศไทยของปีนี้ ไม่ใช่ 2.1% อย่างแน่นอน หลังจากได้ให้สภาพัฒน์กลับไปตรวจสอบทั้งวิธีคำนวณ สมมติฐาน และข้อมูลที่ใช้ ก่อนรายงานกลับมาว่าภาพรวมดีขึ้นจริง และอยู่ระหว่างประเมินว่าจะปรับขึ้นเท่าใด

ลั่นถ้ามาหาแรงงานถูกที่ไทยถือว่าผิดที่

นายอนุทิน กล่าวว่าภาพการลงทุนเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลต้องการเร่งต่อยอด โดยการเดินทางต่างประเทศของรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการค้า การลงทุน และความร่วมมือใหม่ โดยไทยต้องนำเสนอประเทศในฐานะคู่ค้าและพันธมิตรที่มีศักยภาพ ไม่ใช่ประเทศที่เดินทางไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น รัฐบาลคาดว่าจะเดินหน้าข้อตกลงทางการค้ากับหลายตลาด ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ยุโรปกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเอเชียกลาง เราวางตำแหน่งประเทศไทยต่อผู้ลงทุนต่างชาติใหม่ว่าไทยไม่ควรแข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟราคาถูก หรือรับงานประกอบสินค้าเพื่อรับเพียงค่าจ้าง แต่ต้องขายความพร้อมด้านบุคลากร ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ตลาด และการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค คุณไม่ได้มาเมืองไทยเพื่อมาหาแรงงานถูก มาผิดที่ ถ้ามาอย่างนั้น เพราะไทยมีข้อได้เปรียบจากระบบคมนาคมที่กระจายทั่วภูมิภาค มีทางออกทะเลทั้งสองด้าน รวมถึงโครงข่ายทางบก ราง อากาศ และเรือ นักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานจึงไม่ได้เข้าถึงเฉพาะตลาดในประเทศราว 70 ล้านคน แต่สามารถเชื่อมตลาดอาเซียนราว 700 ล้านคนได้ และมองว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมาเริ่มสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ด้านพลังงาน แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน แต่ประเทศไทยยังไม่ประสบปัญหาปริมาณขาดแคลน ขณะที่การลดการใช้น้ำมันและหันไปใช้ไฟฟ้าและพลังงานธรรมชาติมากขึ้นช่วยสร้างเสถียรภาพให้ระบบพลังงานของประเทศด้วย อีกมาตรการที่รัฐบาลต้องการผลักดันคือการเปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อใช้เอง เมื่อชาวบ้านทุกหลังคาเรือนขายไฟส่วนที่เหลือกลับคืนเข้ามา เราก็มีปริมาณไฟจำนวนหนึ่งไปฟีดในภาคอุตสาหกรรมด้วย สำหรับผลจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า ถือว่าได้เปิดพื้นที่ให้เกิดการหารือทวิภาคี การจับคู่ธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวนมาก

ความคิดเห็น