คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกาญจนบุรี · เปลี่ยน

สถานีคิดเลขที่ 12 : ข้อกังวล‘UPOV 1991’

ที่มา: มติชน

การพิจารณาเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ฉบับปี 1991 หรือ “UPOV 1991” ของประเทศไทย เป็นอีกวาระร้อนของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

ด้วยข้อกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อเกษตรกร

ล่าสุดในการประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู รอบที่ 10 จัดขึ้นที่ภูเก็ต ช่วงวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ข้อเสนอให้ไทยใช้มาตรฐานตามอนุสัญญา UPOV 1991 ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องเจรจากันต่อในรอบถัดไป

โดยทั้งไทยและ EU ตั้งเป้าบรรลุการเจรจาภายในปี 2569

สำหรับข้อกังวลของเกษตรกรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ สรุปได้ 7 ประเด็นสำคัญ 1.เป็นการจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเก็บและใช้เมล็ดพันธุ์ 2.ผลกระทบต่อระบบการผลิตและการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ในชุมชน

3.ต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้น 4.ข้อจำกัดในการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม 5.ความเสี่ยงต่อการสูญเสียสิทธิในพันธุ์พืชให้แก่ต่างชาติ

6.ความเสี่ยงทางกฎหมายจากการผสมข้ามพันธุ์ และ 7.การกระจุกตัวของตลาดเมล็ดพันธุ์ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่

สอดคล้องกับ มณีรัฐ เขมะวงค์ ส.ว. ที่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปรายในการประชุมวุฒิสภา 6 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ประเด็น UPOV 1991 ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม

เมล็ดพันธุ์สำหรับเกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่เป็นต้นทุนการผลิต เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางอาหาร และเป็นฐานสำคัญของการพึ่งพาตนเอง

ศักยภาพในการรับมือกับกติกาใหม่ โดยบริษัทขนาดใหญ่มีเงินทุน นักวิจัย ฝ่ายกฎหมาย และทรัพยากรเพียงพอที่จะปรับตัวต่อกฎระเบียบใหม่

แต่เกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมาก อาจไม่มีต้นทุนและอำนาจต่อรองในระดับเดียวกัน”

ขณะที่ท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อกรณีนี้แม้จะยังไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะ “ยอมถอย” หรือไม่

แต่ก็เห็นสัญญาณดีในการรับฟังเสียงสะท้อนในข้อกังวล

ผ่านคำชี้แจงของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ระบุว่า เรื่องนี้ดำเนินการมาก่อนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

หากท้ายที่สุดประชาชนเห็นว่าไม่มีประโยชน์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คงไม่เข้าร่วม แต่ต้องรับฟังความคิดเห็นของทั้งสองฝ่าย เพราะฝ่ายหนึ่งบอกว่าดี อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าได้รับผลกระทบ จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ

โดยต้องรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน หากเห็นว่าเป็นประโยชน์มากกว่าก็จะเดินหน้า แต่ก็ต้องอธิบายกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยให้ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน เพราะการจะเข้าร่วมภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 โดยยึดหลักผลประโยชน์ประเทศชาติในภาพรวม และสิ่งสำคัญต้องไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทย

สุพัด ทีปะลา

ความคิดเห็น