ในหลวง ทอดพระเนตร พระราชินี ทรงฝึกบินเดี่ยว Gripen ครั้งแรก ณ กองบิน 7 พร้อมพระราชทานอาร์มทองคำเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 10.06 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังกองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อทอดพระเนตรการฝึกบินเดี่ยว (Solo Flight) ด้วยเครื่องบินขับไล่แบบที่ 20 (JAS 39C Gripen) เป็นครั้งแรกของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี
ขั้นตอนการปฏิบัติการฝึกบินก่อนนำเครื่องขึ้น สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับฟังการถวายบรรยายแผนการบิน ณ อาคารทรงงาน จากนั้นเสด็จฯ ไปยังซองจอดเพื่อทรงตรวจเช็กความพร้อมของเครื่องบินขับไล่ JAS 39C Gripen (แบบที่นั่งเดียว) ด้วยพระองค์เอง ก่อนทรงนำเครื่องเคลื่อนสู่ทางวิ่งหมายเลข 22 (Rwy22) เพื่อทำการฝึกบิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรขั้นตอนการวิ่งขึ้นและลงจอดตามแผนการฝึกอย่างใกล้ชิด เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกบิน สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จลงจากเครื่องบิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานช่อดอกไม้แสดงความยินดี พร้อมทรงประดับเครื่องหมาย Gripen Order Golden Patch (อาร์มปักสีทองเชิดชูเกียรติผู้ผ่านการบินกับเครื่องบินขับไล่ Gripen) พระราชทานแก่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี
การเตรียมความพร้อมเข้มงวดตามมาตรฐานกองทัพอากาศก่อนการบินเดี่ยวครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงฝึกซ้อมจำลองการบิน (Simulator) และขั้นตอนมาตรฐาน ณ กองบิน 7 รวม 2 ช่วงเวลา ได้แก่ วันที่ 20 สิงหาคม – 4 กันยายน และวันที่ 25 กันยายน – 8 ตุลาคม 2569 โดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ได้ทรงผ่านการฝึกบินกับเครื่องบิน Gripen D (แบบ 2 ที่นั่ง) มาแล้ว 10.13 ชั่วโมงเส้นทางนักบินและสถิติชั่วโมงบินสะสม
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเริ่มทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 (กับเครื่อง T-41D) ปัจจุบันทรงมีชั่วโมงบินสะสมรวมทุกแบบกว่า 1,188.48 ชั่วโมง แบ่งตามประเภทอากาศยาน ดังนี้
เครื่องบินฝึกและเครื่องบินทั่วไป
Cessna T-41 315.33 ชั่วโมง
CT-4E Airtrainer 38.35 ชั่วโมง
Pilatus PC-9: 105.59 ชั่วโมง
Mooney M-20M 98.40 ชั่วโมง
Piper PA-34 Seneca 137.50 ชั่วโมง
เครื่องบินพาณิชย์/ลำเลียง Boeing 737-400 27.09 ชั่วโมง
Boeing 737-800: 453.11 ชั่วโมง
เครื่องบินขับไล่:JAS 39D Gripen (2 ที่นั่ง): 10.13 ชั่วโมง
นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ยังทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วยเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลายภารกิจ ทั้งการเสด็จฯ ไปทรงงานในพื้นที่ต่างๆ และการเสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ซึ่งทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วยนำเครื่องบินพระที่นั่งลงจอด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติพาโร ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่นำเครื่องขึ้น-ลงจอดยากที่สุดในโลกได้อย่างปลอดภัย.
เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ Saab JAS 39 Gripen (ยาส 39 กริพเพน) ที่ประจำการในกองทัพอากาศไทย ณ ฝูงบิน 701 กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีรายละเอียดและคุณลักษณะทางเทคนิคอย่างเจาะลึก ดังนี้
ข้อมูลทั่วไปและแบบอากาศยานในกองทัพอากาศ
ชื่อแบบในกองทัพอากาศไทย:
รุ่น JAS 39C (ที่นั่งเดียว) กำหนดชื่อเป็น บ.ข.๒๐ (เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20) ใช้สำหรับการปฏิบัติการรบหลัก และทรงใช้ในการฝึกบินเดี่ยว (Solo Flight)
รุ่น JAS 39D (สองที่นั่ง) กำหนดชื่อเป็น บ.ข.๒๐ก ใช้สำหรับการฝึกบินเปลี่ยนประเภท และการปฏิบัติการร่วมสองนักบิน (ปรากฏหมายเลข 70103 [BKh.20A-3/54] ในภาพถ่ายประกอบการฝึก)
ผู้ผลิต บริษัท Saab AB ประเทศสวีเดน
ความหมายของชื่อ JAS
J (Jakt) การสกัดกั้น/ต่อสู้ทางอากาศ (Air-to-Air)
A (Attack) การโจมตีภาคพื้นดิน/ทางทะเล (Air-to-Surface)
S (Spaning) การลาดตระเวนทางยุทธศาสตร์ (Reconnaissance)
มิติและคุณลักษณะทางกายภาพ
ความยาวลำตัว
รุ่น C (ที่นั่งเดียว) 14.10 เมตร
รุ่น D (สองที่นั่ง) 14.80 เมตร (ขยายลำตัวเพิ่มขึ้น 0.66 เมตร เพื่อเพิ่มค็อกพิตที่สอง)
ความกว้างช่วงปีก (Wingspan) 8.40 เมตร
ความสูง (Height) 4.50 เมตร
พื้นที่ปีก 30.0 ตารางเมตร
น้ำหนักตัวเปล่า ประมาณ 5,700 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด (MTOW) 14,000 กิโลกรัม
สมรรถนะ
เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน Volvo Aero RM12 จำนวน 1 เครื่องยนต์ พร้อมระบบสันทาปท้าย (Afterburner) ให้แรงดันดันสูงสุด 80.5 kilonewtons (kN)
ความเร็วสูงสุด Mach 2.0 (ประมาณ 2,470 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ที่ระดับความสูง
เพดานบินสูงสุด 15,240 เมตร (50,000 ฟุต)
พิสัยการบิน ประมาณ 800 กิโลเมตรในรัศมีทำการรบ และบินได้ไกลสูงสุดกว่า 3,200 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองภายนอก
สมรรถนะการขึ้น-ลงจอด (STOL) สามารถปฏิบัติต่างๆ บนทางวิ่งสั้น (Short Take-Off and Landing) เพียง 500–800 เมตร และรองรับการลงจอดบนถนนฉุกเฉินหรือทางหลวงได้
4เทคโนโลยีการออกแบบและระบบเอวิโอนิกส์ (Avionics)
การดีไซน์ปีกแบบ Canard-Delta Wing การผสมผสานปีกทรงสามเหลี่ยม (Delta Wing) เข้ากับครีบปรับทิศทางด้านหน้า (Canard) ทำให้ตัวเครื่องมีความคล่องตัวสูงมาก (High Maneuverability) และทรงตัวได้ดีในทุกย่านความเร็ว
ระบบควบคุมการบิน (Fly-by-Wire) ควบคุมการบินด้วยคอมพิวเตอร์ไฟฟ้าแบบดิจิทัล ช่วยชดเชยการทรงตัวอัตโนมัติ
ระบบเรดาร์ตรวจจับ เรดาร์ Ericsson PS-05/A แบบ Pulse-Doppler สามารถตรวจจับ ค้นหา และติดตามเป้าหมายได้พร้อมกันหลายเป้าหมายทั้งทางอากาศและภาคพื้น
ระบบเชื่อมโยงข้อมูลยุทธวิธี (Data Link) ติดตั้งระบบ Link T (และรองรับ Link-16) สำหรับแลกเปลี่ยนภาพสถานการณ์ทางอากาศและข้อมูลเป้าหมายกับระบบควบคุมการแจ้งเตือนทางอากาศ (เช่น เครื่องบินเตือนภัย Saab 340 ERIEYE) และสถานีเรดาร์ภาคพื้นดินได้แบบ Real-time
ขีดความสามารถด้านระบบอาวุธ
ปืนใหญ่ประจำเครื่อง ปืนใหญ่กล Mauser BK-27 ขนาด 27 มิลลิเมตร จำนวน 1 กระบอก (ติดตั้งเฉพาะในรุ่น C ที่นั่งเดียว)
ตำบลติดอาวุธ (Hardpoints) มีจุดแขวนอาวุธและอุปกรณ์รวม 8 จุด รองรับ:
อากาศสู่อากาศ ขีปนาวุธพิสัยใกล้ IRIS-T และขีปนาวุธพิสัยไกลนอกระยะสายตา AIM-120 AMRAAM
อากาศสู่พื้น/ต่อต้านเรือ ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ RBS-15F, ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser-Guided Bomb) และ GPS
เอกลักษณ์ประจำเครื่องฝูงบิน 701 (สุราษฎร์ธานี)
สัญลักษณ์ปากฉลาม (Shark Mouth) เครื่องบินในฝูงบิน 701 กองบิน 7 จะมีการวาดลวดลาย "ปากฉลาม" บริเวณส่วนหัวของเครื่องใต้ค็อกพิตและครีบ Canard ด้านหน้าอย่างดุดัน ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนในภาพถ่ายพิธีการฝึกบิน
กล้องบันทึกภาพปฏิบัติการ บริเวณขอบค็อกพิตมีการติดตั้งกล้องบันทึกภาพมุมกว้าง (Action Cam / 360 Camera) เพื่อใช้วิเคราะห์และประเมินผลหลังการปฏิบัติภารกิจการฝึกบิน (Debriefing)
ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ จาก เดลินิวส์ ออนไลน์
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom