มัด-ขังกรง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จ.กาญจนบุรี ความเสี่ยงติดกรงบนที่นอน ดูแลผิดวิธี ซ้ำเติมผู้ป่วย สะเทือนมาตรฐานศูนย์เอกชน
จากกรณี วันที่ 6 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พร้อมกองบังคับการปราบปราม เข้าบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุดังกล่าว และพบภาพที่สร้างความหดหู่ใจ เช่น เตียงนอนที่มีกรงเหล็กครอบล็อกกุญแจ และห้องพักที่ถูกล็อกจากด้านนอก ด้านเจ้าของศูนย์ชี้แจง จำเป็นต้องล็อกเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากในอดีตเคยมีผู้ป่วยจิตเวชทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่บ่อยครั้ง ยันไม่มีการทารุณกรรมตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข มีการสั่งปิดแล้ว
กรณีศูนย์พักพิงติดตั้งกรงเหล็กบนเตียงผู้สูงอายุ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ นพ. เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ นายกสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผู้สูงอายุ Chersery Home International กล่าวว่า ศูนย์ชี้แจงว่าการกั้นกรงมีไว้เพื่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุ รายที่มีภาวะจิตเวช เดินไป เดินมา ปีนเตียง มีความเสี่ยงพลัดตกหกล้ม หรือมีความสับสน ควรได้รับการรักษาให้ยาในปริมาณที่เหมาะสมจากแพทย์เฉพาะทาง จนอาการจะต้องมั่นคงในระดับหนึ่ง ก่อนมาดูแล/ฟื้นฟูที่ศูนย์ต่อได้
จากการที่ศูนย์กล่าวอ้างว่า จำเป็นต้องทำกรง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเตียง อาจเป็นการประเมินผู้สูงวัย/เคส ที่ไม่เหมาะสม หากดูแล้วเกินศักยภาพการดูแล หลักการทางการแพทย์คือควรต้องส่งต่อให้หน่วยแพทย์ดูแลผู้ป่วยต่อ เพราะในเคสที่มีความสับสนมาก แพทย์จะมียาในการรักษาเฉพาะอาการ หรือทำการปรับยาให้เข้ากับเคสนั้นๆ ให้หาย หรือสงบลงได้ หากไม่มีการประเมินอาการหรืออาจไม่มีความรู้ความเข้าใจในการประเมินเคสที่มากพอ และยังปล่อยให้ผู้ป่วยคลุ้มคลั่ง สะท้อนให้เห็นถึงการดูแลที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดภาพการตีกรงจากการเข้าใจผิดพลาดในการประเมินเคสเบื้องต้นเพื่อส่งต่อให้หน่วยแพทย์อย่างเหมาะสม
ถ้ารักษาแล้วอาการไม่สงบลงผู้ป่วยควรอยู่ที่ใด?
นพ. เก่งพงศ์ ชี้ว่า ในช่วงแรกต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ รับการรักษา/ปรับยา จนกว่าจะสงบระดับหนึ่ง แล้วค่อยส่งให้ศูนย์ดูแลต่อ หรือบางรายที่ญาติสามารถดูแลเองได้แพทย์ก็จะประเมินก่อนส่งกลับบ้านให้ทำการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุที่มาอยู่ที่ศูนย์ได้ทางบ้านจะค่อนข้างมีฐานะดี เพราะราคาค่อนข้างสูง แต่เมื่อเทียบกับสิ่งแวดล้อมที่ได้รับกลับตรงกันข้าม (กรณีจากภาพข่าว) จากสิ่งที่คุณแม่ได้บอกเล่าผ่านสื่อว่า “ถูกทำร้ายร่างกาย บังคับ ข่มขู่ ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตกใจมากว่าเหตุใดจึงมีแนวคิดในการดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วย เช่นนี้
ความเสี่ยงในการติดกรงบนที่นอน
1. คนไข้อาจจะลุก/ดิ้น ทำให้ร่างกายกระแทกกรงเหล็กจนเกิดแผลได้
2. คาดว่าเหล็กมีน้ำหนักพอสมควร อาจทำให้การเคลื่อนย้ายเหล็กออกเพื่อเปลี่ยนแพมเพิส เช็ดตัว ทำความสะอาดเมื่อถ่ายหนัก/ถ่ายเบา โอกาสยากมากที่จะสามารถทำได้บ่อยอย่างเหมาะสม
3. อาจทำให้เกิดแผลกดทับ ติดเชื้อ เกิดทุพพลภาพต่อจิตใจหรือร่างกายสูงมาก เมื่อเกิดความเครียดในผู้ป่วยที่มีอาการอาละวาดอยู่แล้วอาจทำให้อาการหนักกว่าเดิม เพราะมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ที่อยู่ในการดูแล
ความเสี่ยงในการรวมเคสเหลือง (กลุ่มอาการปานกลาง / ระยะอาการสงบหรือเสี่ยง ) กับ เคสแดง(กลุ่มอาการรุนแรง / วิกฤต)
นพ. เก่งพงศ์ กล่าวว่า จากข้อมูลของศูนย์ดังกล่าว มีการเปิดเตียงเกินใบขออนุญาต ขอไว้ 50 เตียง แต่ดูแลอยู่ถึง 90 กว่าเตียง โดยเคสที่ดูแลส่วนใหญ่เป็นเคสแดง ทำให้การดูแลอาจไม่ทั่วถึง เมื่อผู้ที่เคยได้รับการดูแลใกล้ชิด ถูกดูแลน้อยลงก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น มีแผลกดทับ ติดเชื้อ ในรายที่มีอาการอาละวาดอาจจะหนักยิ่งขึ้น ต้องได้รับการใส่ใจดูแลที่ทั่วถึง
“เขาเก็บเคสสีแดง สีแดงมันก็ยิ่งแดงเข้ม กลายเป็นสีดำไปเลย เพราะว่ายิ่งไม่มีการดูแล ถ้าเกิดว่ามีความสับสน หมอต้องตรวจเลือดหรือเปล่า หมอต้องให้ยาฉีดไหม เพื่อให้คนไข้สงบลงก่อน แล้วก็ปรับยาเป็นตัวยากินอย่างเหมาะสม แต่เท่าที่ดูจากภาพข่าว คือเขาก็จำกัดสิทธิอย่างเดียวเลย เพื่อไม่ให้อาละวาด ขังอยู่ในกรงซะ”
จากภาพข่าวคือจำกัดเพื่อไม่ให้อาละวาด ด้วยการขังในกรง ซึ่งมีความย้อนแย้งในคำชี้แจงของเจ้าของศูนย์ว่า เพื่อความปลอดภัย แต่ดันขาดความเข้าใจในการดูแลเคสต่างๆ ให้ถูกต้อง
นพ. เก่งพงศ์ เผยว่า การที่จะเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จำเป็นต้องขออนุญาตที่กระทรวงสาธารณสุขก่อน โดยมีข้อกำหนด 3 ข้อหลัก คือ การดูมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย อาคารสถานที่ และการให้บริการ เช่น ใบอนุญาตเรื่องเตียง เป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากทางกระทรวงทราบว่าศูนย์ขออนุญาตไป 50 เตียง แต่ว่าเปิดขึ้นไปเกือบ 100 เตียง ซึ่งขึ้นไปเกือบเท่าตัว ทั้งที่เป็นเคสกลุ่มแดง มีความซับซ้อนของเคส มีความยาก แล้วก็มีโรคที่จะต้องดูแลต่อเนื่อง ควรที่จะอยู่ในสถานพยาบาล อยู่ในคลินิกเพื่อการรักษา หรือว่าอยู่ในโรงพยาบาลเลย แต่ว่าเขาปล่อยให้เคสซับซ้อนอยู่ในศูนย์ ซึ่งเกินศักยภาพอยู่แล้ว ประกอบกับเปิดการให้บริการ (เตียง) เกินกว่าที่ขออนุญาต
ด้วยความที่เจ้าหน้าที่ศูนย์อาจจะไม่ได้มีความรู้มากพอ ในผู้ป่วยภาวะสับสนจะมีหลายสาเหตุ มันต้องใช้ทั้งทีมแพทย์ ทีมพยาบาล ทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู ทีมด้านจิตเวชศาสตร์ เข้ามาร่วมประเมิน แล้วก็จะต้องมีการเจาะเลือด ตรวจผลแล็บ ในการหาสาเหตุ แล้วก็ปรับยาอย่างเหมาะสม การที่เจ้าหน้าที่ศูนย์แค่ปรับยาอย่างเดียว เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รับบริการ
นพ. เก่งพงศ์ ทิ้งท้ายว่า เป็นภาพข่าวที่ดูสะเทือนใจ มีการทำงานในเชิงสุขภาพ แต่ว่ามันทำร้ายจิตใจ หรือส่งผลกระทบต่อทั้งด้านศีลธรรม ความเห็นอกเห็นใจผู้สูงวัย รวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องรีบแก้ไขเพราะว่าประเทศไทยเรากำลังจะโปรโมตว่าเราเป็นประเทศผู้สูงอายุ และจากเคสแดงในศูนย์ดังกล่าวหากยังอยู่ในศูนย์ต่อไปน่าจะไม่หาย แล้วก็จะมีแต่ภาวะแทรกซ้อน บางโรคสามารถทำให้ดีขึ้นได้ หรือบางเคสรักษาให้ตรงจุดก็สามารถทำให้หายได้ ต้องขึ้นอยู่กับวินิจฉัย แล้วก็การตรวจของคุณหมอด้วย แต่ถ้าเป็นอัลไซเมอร์เนี่ยไม่หายขาด แต่ว่าทำให้ดีขึ้นได้
ล่าสุด วันนี้ 7 ต.ค. 69 กระทรวงสาธารณสุขและ สบส. ได้เข้าตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นรอบที่ 2 พร้อมระบุชัด เนิร์สซิ่งโฮม (ศูนย์ดูแล) มีหน้าที่ดูแล ไม่ใช่สถานพยาบาลรักษาโรคจิตเวช การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการเปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต และเตรียมดำเนินการขั้นตอนสั่งปิดสถานประกอบการแห่งนี้ ด้าน สบส. ยืนยัน การสร้างกรงเหล็กครอบเตียงหรือล็อกห้องจากด้านนอก ไม่ใช่มาตรฐานของสถานดูแลผู้สูงอายุ ไม่สามารถทำได้ หากผู้ป่วยจิตเวชมีอาการรุนแรงเกินศักยภาพที่ศูนย์จะดูแลไหว หลักปฏิบัติที่ถูกต้องคือต้องประสานงานส่งต่อโรงพยาบาลที่มีความพร้อมทันที ไม่ใช่ควบคุมหรือกักขังไว้