ตำรวจของสหราชอาณาจักรยอมรับว่า หมายค้นที่ใช้ตรวจค้นและยึดหลักฐานในบ้านของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์เมื่อช่วงต้นปีนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยืนยันว่าการสืบสวนยังดำเนินต่อไป
เมื่อ 8 ต.ค. 2569 ตำรวจเทมส์ แวลลีย์ (Thames Valley) ยอมรับต่อศาลสูงว่า หมายค้นที่ใช้เข้าตรวจค้นและยึดหลักฐานในบ้านของ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ อดีตเจ้าชายแห่งสหราชอาณาจักร ในช่วงที่เขาถูกจับกุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
ตำรวจได้ยื่นขอหมายค้นภายใต้มาตรา 8 และมาตรา 9 ของกฎหมายหลักฐานอาชญากรรมและรักษาความสงบเรียบร้อย (PACE) ปี ค.ศ. 1984 แต่ศาลชั้นต้นกลับออกหมายค้นให้เฉพาะตาม มาตรา 8 ซึ่งเป็นหมายค้นทั่วไปที่ไม่ครอบคลุมถึงการยึด “เอกสารคุ้มครองหรือเอกสารลับเฉพาะ” เช่น เอกสารทางกฎหมายหรือเอกสารการทำงานที่มีข้อตกลงรักษาความลับ ทำให้การใช้อำนาจตามหมายค้นดังกล่าวไม่ถูกต้องตามหลักขั้นตอน
แม้หมายค้นจะถูกยกเลิก แต่ตำรวจยังคงยึดหลักฐานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดไว้ โดยศาลระบุว่าจะมีการไต่สวนแบบปิดอีกครั้งในปี 2570 เพื่อพิจารณาว่าตำรวจสามารถใช้อำนาจตามข้อกฎหมายอื่นยึดหลักฐานเหล่านี้ไว้ประกอบคดีได้หรือไม่
อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาและโฆษกตำรวจยืนยันว่า การที่หมายค้นถูกยกเลิกไม่ได้ทำให้การสอบสวนทางอาญาต่อนายแอนดรูว์ต้องยุติลง หรือทำให้กระบวนการสอบสวนทั้งหมดกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
แอนดรูว์ถูกจับกุมในข้อหา “ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ” จากกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารซึ่งสงสัยว่าเขาได้ส่งข้อมูลลับของรัฐบาลให้แก่ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมทางเพศ ในช่วงที่แอนดรูว์ดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2553
ฝ่ายจำเลยซึ่งก็คือ แอนดรูว์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและยื่นฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานต่างๆ เพื่อคัดค้านการกระทำของตำรวจและการยึดพยานหลักฐานดังกล่าว
ฝ่ายตำรวจยืนยันว่าได้ทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้องและนำเสนอข้อมูลให้ศาลอย่างครบถ้วนแล้ว แต่เป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจเชิงข้อกฎหมายของศาลชั้นต้นที่ออกหมายผิดประเภท และตำรวจกำลังพยายามพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า หลักฐานที่ยึดมานั้นมี “คุณค่าอย่างยิ่ง” ต่อการดำเนินคดีอาญาต่อไป