“ศุภชัย” ถามฝ่ายค้าน มีประเด็นใหม่หรือไม่ หลังจ่อใช้ ม.152 ซ้ำ ม.151 ย้ำตรวจสอบต้องเน้นคุณภาพ ไม่ใช่จำนวนครั้ง
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงกรณีวิป 3 ฝ่าย ตกลงกันว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ในวันที่ 7-11 ธันวาคม แต่กลับมีข่าวว่าฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 เพิ่มเติม โดยชี้ว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงกฎหมายห้ามหรือไม่ห้าม แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการใช้กลไกรัฐสภาดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายศุภชัยระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้ฝ่ายค้านมีอำนาจตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องพิจารณาทั้งตัวบทกฎหมายและเจตนารมณ์ประกอบกัน เนื่องจากมาตรา 151 และมาตรา 152 มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันอย่างชัดเจน
โดยมาตรา 151 เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ มีการลงมติ และอาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่มาตรา 152 เป็นการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ รัฐธรรมนูญจึงออกแบบกลไกทั้งสองให้แตกต่างกัน ทั้งวัตถุประสงค์ วิธีการ และผลทางการเมือง
นายศุภชัยตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 แล้ว ในระยะเวลาใกล้เคียงกันกลับยื่นอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 อีก ก็ต้องพิจารณาว่าการใช้กลไกทั้งสองมีความจำเป็นเพียงใด และเนื้อหาของญัตติแตกต่างกันจริงหรือไม่
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติห้ามการยื่นญัตติทั้งสองมาตราในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงไม่อาจสรุปได้ว่าการกระทำดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติ แต่หากเป็นการนำประเด็นเดิม ข้อกล่าวหาเดิม และข้อเท็จจริงเดิมกลับมาอภิปรายซ้ำ โดยไม่มีประเด็นใหม่ที่มีสาระสำคัญ ก็ย่อมเกิดคำถามถึงความเหมาะสมและเจตนารมณ์ในการใช้กลไกรัฐสภา เพราะมาตรา 152 ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบที่สองโดยไม่มีการลงมติ
นอกจากนี้ มาตรา 154 ยังวางข้อจำกัดเกี่ยวกับความถี่ในการเสนอญัตติอภิปรายทั่วไปไว้ด้วย ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิในการตรวจสอบรัฐบาลกับความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน
นายศุภชัยย้ำว่า สิทธิของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการคุ้มครอง แต่การใช้สิทธิก็ควรมีเหตุผล มีความจำเป็น และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ควรวัดจากจำนวนครั้งหรือจำนวนชั่วโมงของการอภิปราย หากต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
หากมีข้อเท็จจริงใหม่ มีปัญหาใหม่ หรือมีประเด็นสำคัญที่ยังไม่ได้รับคำตอบ การใช้มาตรา 152 ย่อมมีเหตุผลรองรับ แม้เพิ่งมีการอภิปรายตามมาตรา 151 ไปก็ตาม แต่หากไม่มีประเด็นใหม่และเป็นเพียงการนำเรื่องเดิมกลับมาอภิปรายซ้ำ ก็สมควรตั้งคำถามว่าการใช้กลไกดังกล่าวคุ้มค่าและตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายศุภชัยทิ้งท้ายว่า ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า เมื่อกฎหมายไม่ได้ห้าม ก็สามารถใช้ทุกกลไกโดยไม่ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และความเหมาะสม เพราะฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่บริหารประเทศ และรัฐสภามีหน้าที่รักษาสมดุลของอำนาจทั้งสองฝ่าย
สิ่งที่ประชาชนต้องการคือฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างมีคุณภาพ รัฐบาลตอบคำถามอย่างมีความรับผิดชอบ และรัฐสภาใช้เวลาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง เพราะการตรวจสอบที่ดีไม่ใช่การอภิปรายให้มากครั้งที่สุด แต่ต้องเป็นการอภิปรายที่ทำให้ประชาชนได้ความจริงมากที่สุด