ซูเปอร์โพล เผยประชาชนกังวลปัญหาโจมตีทางไซเบอร์หวั่นสูญทรัพย์สินไม่ได้คืน ยอมรับ 6 เดือนที่ผ่านมาเจอมิจฉาชีพอาละวาด เสนอแผน 5 ข้อรับมือความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์
วันที่ 1 พ.ย. 2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์กับความเชื่อมั่นต่อบริการทางการเงิน” ศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,248 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 30 – 31 ต.ค.69 ด้วยวิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการตอบเองทางออนไลน์และการสัมภาษณ์เพื่อศึกษาความกังวลต่อการเจาะระบบ การเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต การรั่วไหลของข้อมูล และความต้องการต่อการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน การสำรวจครอบคลุมทั้งบริการธนาคารออนไลน์และแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล โดยพิจารณาความเสี่ยงโดยรวมในระบบของผู้ให้บริการ ความเสี่ยงจากบัญชีผู้ใช้ และการหลอกให้ประชาชนเปิดเผยข้อมูลหรือโอนเงิน เพื่อให้ข้อค้นพบสะท้อนปัญหาแต่ละประเภทอย่างชัดเจน
ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 69.7 กังวลต่อการถูกเข้าถึงบัญชีหรือทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ร้อยละ 85.2 กังวลต่อข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินรั่วไหล และร้อยละ 73.8 กังวลว่าจะไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุ
เมื่อถามถึงประสบการณ์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 85.1 เคยประสบเหตุถูกคุกคามจากมิจฉาชีพทางออนไลน์ เช่น ส่งข้อความมาล่อลวง ทั้งข้อความทาง SMS ข้อความผ่านไลน์และโทรศัพท์มาหลอก เป็นต้น แต่ร้อยละ 18.9 เคยสูญเสียเงินหรือทรัพย์สินจากการถูกหลอกลวง
สำหรับสิ่งที่ประชาชนต้องการจากผู้ให้บริการ พบว่า ร้อยละ 87.4 ต้องการระบบตรวจจับและยับยั้งธุรกรรมผิดปกติ ร้อยละ 91.9 ต้องการช่องทางช่วยเหลือฉุกเฉินที่ติดต่อได้ตลอดเวลา และร้อยละ 90.3 ต้องการให้ผู้ให้บริการแจ้งเตือนผู้ใช้บริการอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ พร้อมอธิบายว่าข้อมูลหรือทรัพย์สินใดอาจได้รับผลกระทบ และผู้ใช้บริการต้องดำเนินการอย่างไร
นอกจากนี้ ร้อยละ 95.3 ต้องการกระบวนการตรวจสอบความเสียหายและพิจารณาเยียวยาที่ชัดเจน เป็นธรรม และติดตามความคืบหน้าได้ ขณะที่ร้อยละ 83.4 ต้องการให้มีการประเมินความปลอดภัยโดยผู้ตรวจสอบอิสระ และเปิดเผยผลในระดับที่ประชาชนเข้าใจได้โดยไม่กระทบความมั่นคงของระบบ
เมื่อถามถึงปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการ พบว่า ร้อยละ 86.1 ให้ความสำคัญกับความสามารถป้องกันและระงับเหตุ ร้อยละ 82.4 ให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และร้อยละ 80.9 ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ การเรียงลำดับความสำคัญต้องยึดผลสำรวจจริง
ซูเปอร์โพลเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแล ธนาคาร และผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล นำข้อค้นพบไปพัฒนาการคุ้มครองประชาชนให้ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การตรวจจับ การระงับเหตุ การแจ้งเตือน ไปจนถึงการฟื้นฟูและเยียวยา โดยกำหนดผู้รับผิดชอบและระยะเวลาดำเนินการที่ประชาชนติดตามได้ ควรส่งเสริมความรู้ที่ประชาชนนำไปใช้ได้จริง เช่น การตรวจสอบช่องทางติดต่อก่อนให้ข้อมูล การไม่เปิดเผยรหัสผ่านและรหัสยืนยันการเปิดใช้การยืนยันตัวตนที่เหมาะสม และการรู้ช่องทางแจ้งเหตุของผู้ให้บริการ ควบคู่กับการพัฒนาระบบที่ช่วยลดความผิดพลาดของผู้ใช้ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ต้องวัดได้ทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดความเสียหาย ประชาชนควรรู้ว่าใครกำลังปกป้องเงินและข้อมูลของตน และเมื่อเกิดปัญหาจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร
เมื่อถูกโจมตีแล้ว แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือ จำกัดความเสียหาย ฟื้นฟูอย่างปลอดภัย และเยียวยาโดยเร็ว พร้อมแก้สาเหตุไปด้วยกัน องค์กรจึงควรเตรียมกลไก 5 ประการก่อนเกิดเหตุ ได้แก่
1. อำนาจตัดสินใจฉุกเฉิน
2. คู่มือและระบบตอบสนองที่ซ้อมแล้ว
3. ระบบฟื้นฟูที่สะอาดและแยกจากระบบเดิม
4. สภาพคล่องและหลักเกณฑ์เยียวยา
5. เครือข่ายประสานงานและเกณฑ์เปิดบริการติดต่อผู้เกี่ยวข้องได้ทันที