ปิยบุตร โต้หนุ่มเมืองจันท์ คิดคำ บันเทิงธิปไตย ไม่ใช่เชือดเฉือนพวกเดียวกัน ย้ำจุดยืนนักวิชาการ
วันที่ 9 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้แชร์โพสต์ ของนายสรกล อดุลยานนท์ หรือหนุ่มเมืองจันท์ คอลัมนิสต์ดัง ที่ระบุเนื้อหาว่า
“นึกแล้วว่าต้องโดน
นี่คือ “รายจ่าย” ที่ต้องจ่าย ของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล”
กับการประดิษฐ์วาทกรรมเพื่อเชือดเฉือนพวกเดียวกัน
ต่อไป “ไอซ์-โรม” พูดอะไร
ฝ่ายรัฐบาลก็จะแขวนป้าย “บันเทิงธิปไตย” ทันที
และไม่ใช่แค่นี้ ในสภาฯตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ คำนี้ก็จะถูกนำมาใช้เชือดเฉือนส.ส.พรรคประชาชนที่ขึ้นอภิปรายแน่นอน
โดยเฉพาะ “ไอซ์” กับ “โรม”
อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพรูปแบบหนึ่งของพรรคประชาชนในวันนี้จะถูกด้อยค่าลง
เพียงเพราะการประดิษฐ์คำแบบนักวิชาการ
โดยไม่มองผลสะเทือนที่จะตามมา
เห็นต่างได้
ท้วงติงได้
และเรื่องที่ “ปิยบุตร” เตือนเป็นเรื่องที่ดีมาก
คนในพรรคประชาชนต้องคิดว่าเราเล่นกับกระแสมากเกินไปจนกลบ “เรื่องใหญ่” ที่ต้องทำหรือเปล่า
หรือมีเรื่องอะไรที่เราหลงลืมไปบ้าง
แต่การสะกิดเตือนมิตรสหาย
โดยเฉพาะคนที่ทำงานหนักเหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต
ท่วงทำนองเป็นเรื่องสำคัญ
ไม่มีคำว่า “บันเทิงธิปไตย”
ความหมายก็ยังเหมือนเดิม
เพียงแต่ “ไม่เท่” เท่านั้นเอง”
โดยนายปิยบุตร ระบุว่า ผมพูดเรื่องบันเทิงธิปไตยนี้ มาตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 66 แล้วครับ ตอนนั้นไม่ได้ระบุคำนี้ลงไป แต่บรรยายความ เป็นการสัมภาษณ์ของสำนักข่าว The Room 44
หลังจากนั้น มีโอกาสพบปะสื่อมวลชน หรือไปออกรายการใด ก็จะแทรกเรื่องนี้ไปตลอด ในข้อเขียนลงเพจของผม ก็เคยยกคำนี้มาใช้หลายครั้ง
ช่วงไม่นานมานี้ ผมไปออกรายการที่คุยกันยาวๆ 3 รายการ ก็พูดเรื่องบันเทิงธิปไตย ได้แก่ รายการตอบโจทย์ รายการของคุณใบตองแห้ง รายการ Matitalk
เวลาพรรคเขาเชิญผมไปบรรยายให้กับเครือข่ายและคณะทำงานจังหวัด หรือในที่ประชุม ส.ส. ผมก็พูดเรื่องนี้เสมอ
มีโอกาสเจอคณะนำ ผู้บริหารพรรค ผมก็ทัดทานเรื่องนี้ไปเสมอ
มีโอกาสได้พูดคุยกับพนักงานที่ทำหน้าที่ในกองสื่อสาร และอดีตพนักงานที่ลาออกไปแล้ว ก็เสนอเรื่องนี้ไป ซึ่งก็ตรงกับที่พวกเขาหลายๆคนคิด
ผมเรียบเรียงความคิดเหล่านี้เป็นข้อเขียน และทยอยเผยแพร่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมทำเป็นประจำ
หากการที่ผมเคยร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ แล้วต้องทำให้ผมไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในฐานะนักวิชาการได้เลย หรือต้องมากังวลกับเรื่องพรรคเสมอ ผมคิดว่า ก็ไม่แฟร์สำหรับผมเหมือนกัน
ผมถูกฝึกฝนมาทางวิชาการ ณ เวลานี้ ก็ต้องการใช้ความรู้ที่ศึกษามา มาเผยแพร่ และทำงานทางความคิด ให้คนได้ฉุกคิด คนจะเปลี่ยนหรือเชื่อที่ผมเสนอหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ผมทำหน้าที่เสนอต่อไป ด้วยหวังว่าวันหนึ่งคนจะเข้าใจ
ช่วงปี 65 66 ผมก็เคยบอกในที่สาธารณะไปแล้วว่า ต้องแยกแยะตัวผมออกจากพรรคเสียที ผมไม่สามารถอยู่ในแวดวงการเมืองได้เพราะผลทางกฎหมาย นั่นก็ทำให้ผมทำงานการเมืองแบบเดิมไม่ได้ แต่ถ้าจะมาทำให้ผมไม่สามารถใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นได้อีก หรือต้องใช้อย่างระแวดระวัง ผมว่าคงลงโทษผมเกินไปกระมัง
ผมเคยสัมภาษณ์ในรายการ ป๋าเต็ดทอล์ค ว่า ชีวิตผม มันเหมือน “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” กลับไปงานวิชาการ คนก็หาว่าไม่เป็นกลาง ไปการเมืองต่อ ก็ถูกตัดสิทธิอยู่ ในขณะที่สิ่งที่คิดไว้เรื่องพรรคการเมือง ก็ทำไปได้แค่ 2 ปี ก็ยังไม่ออกดอกออกผมเหมือนดังที่คิด แต่ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว แต่ให้นั่งๆนอนๆเฉยๆ ก็เสียดายสิ่งที่ศึกษามา ผมก็มาทำงานความคิด เผยแพร่ลงเพจบ้าง
ไปออกรายการตามที่เขาเชิญบ้าง ไม่้เคยไปยุ่งกับใคร ไม่ไประรานใคร ก็แสดงความเห็นในพื้นที่ที่ผมมี
ผมเห็นว่าเรื่องคิดคำขึ้นมาใช้แทนหรืออธิบายปรากฏการณ์ เป็นพันธกิจของนักวิชาการ
ผมคิดคำว่า “นิติสงคราม”
ผมคิดคำว่า “ประชาธิปไตย 2 ใบอนุญาต”
และอีกหลายๆคำ
ก็ไม่เห็นมีปัญหา และใช้กันทั่วไป
หรือคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่มีคนคิดขึ้น และผมเสนอให้ช่วงชิงความหมาย อย่าให้เป็นแค่สีพรรคการเมือง
คำว่า “บันเทิงธิปไตย” ก็ทำนองเดียวกัน และผมคิดมานานแล้ว ใช้มานานแล้ว เคยพูดในหลายรายการแล้ว
กรณีคุณสรกลบอกว่า ผมมา “ประดิษฐ์วาทกรรมเพื่อเชือดเฉือนพวกเดียวกัน” หรือจะบอกว่า “ไม่ต้องใช้คำนี้ก็ได้ แค่ไม่เท่เท่านั้นเอง” ผมไม่เห็นด้วย
ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง ผมเห็นว่าเป็นการกล่าวหาผมเกินจริง และผมยืนยันปฏิเสธ ผมพูดเรื่องนี้มานานแล้ว ใช้คำนี้มานานแล้ว พูดในสื่อหลายรายการแล้ว และเห็นว่า นี่คือข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมกับผม ผมจึงจำเป็นต้องชี้แจงครับ