แม่ภัทร เจรจา ลูกเบนซ์ ลุล่วง ลุยขนตู้เซฟ ไปสน. ยังเปิดไม่ได้ เหตุลูกไม่คืนกุญแจ
แม่ภัทร เจรจา ลูกเบนซ์ ลุล่วง ลุยขนตู้เซฟ ไปสน.วังทองหลาง ยังเปิดไม่ได้ ลูกไม่คืนกุญแจ-ไม่รู้รหัสเปลี่ยนหรือไม่ แม่เผยทำใจแล้ว อาจไม่เหลือทรัพย์สิน
เมื่อช่วงเช้าวันนี้ 15 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่า ทีมงานสายไหมต้องรอด พร้อมด้วย “แม่ภัทร” ได้เดินทางเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านวัชรพล เพื่อดำเนินการยกตู้เซฟส่วนตัวของแม่ภัทรออกจากบ้านพักของ นายเบนซ์ ลูกชาย โดยภายในตู้เซฟดังกล่าวมีทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 9 ล้านบาท
ทีมงานสายไหมต้องรอดได้เดินทางไปถึงบ้านพักเวลา 08.30 น. แต่พบว่า ลูกเบนซ์ ไม่อยู่บ้าน แต่มอบหมายให้นิติบุคคลคอยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายตู้เซฟ ทีมงานใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเคลื่อนย้ายตู้เซฟที่มีน้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม ขึ้นรถขนส่งเอกชนสำเร็จ โดยมีนิติบุคคลร่วมเป็นพยานในการขนย้ายครั้งนี้
ในช่วงแรกนายเบนซ์มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและต้องการให้นำตู้เซฟใส่รถตำรวจเท่านั้น แต่ภายหลังการเจรจาพูดคุยกันอีกครั้ง นายเบนซ์จึงยอมให้ทำการเคลื่อนย้ายตู้เซฟออกไปโดยดี ส่งผลให้แม่ภัทรรู้สึกสบายใจและยิ้มออกหลังสามารถนำทรัพย์สินของตนเองกลับคืนมาได้ โดยนำไปไว้ที่ สน.วังทองหลาง
ต่อมา แม่ภัทร ได้ให้สัมภาษณ์กับทางผู้สื่อข่าวระบุว่า “ตลอดการยกตู้เซฟ ตำรวจแนะนำให้ถ่ายวิดีโอเก็บไว้ทุกขั้นตอน เพื่อเป็นหลักฐาน และพยายามฟังเสียงทรัพย์สินภายในตู้กระทบกันแต่ก็ไม่ได้ยินอะไร ส่วนกุญแจตู้เซฟ ลูกชายยังไม่ได้นำมาคืน ได้รับแจ้งจากนิติบุคคลว่า ลูกเบนซ์อยู่ข้างนอก คาดว่าจะนำกุญแจมาให้ในช่วงบ่ายถึงเย็น สำหรับรหัสตู้เซฟแม่ก็ไม่รู้ว่าถูกเปลี่ยนรหัสไปแล้วหรือไม่ ก็เผื่อใจไว้แล้ว เพราะไม่แน่ใจว่าภายในเซฟจะยังเหลือทรัพย์สินอยู่หรือไม่
หากเปิดตู้เซฟแล้วพบว่าทรัพย์สินไม่ครบ หรือไม่มีทรัพย์สินเหลืออยู่ ก็พร้อมดำเนินการแจ้งความเพิ่มเติมตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยพิจารณาแนวทางดำเนินการ เพื่อให้สามารถเปิดตู้เซฟตรวจสอบทรัพย์สินได้โดยเร็วที่สุด”
- แม่ภัทร หลั่งน้ำตา ลูกเบนซ์ สั่ง ‘ห้ามเคลื่อนย้ายตู้เซฟ’ จี้ต้องมีตำรวจร่วมเป็นพยาน
- ประจักษ์ชัย ช่วย “แม่ภัทร” รับงานไลฟ์สด ปั้นแบรนด์สร้างรายได้
- แม่ภัทร ฝากถึงลูกสะใภ้ “คืนโรงงานให้แม่เถอะ” หลังไปถึงที่แต่ปิดประตูเก็บตัวเงียบ