คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangชลบุรี · เปลี่ยน

ณพลเดช อาลัย จำนงค์ ทองประเสริฐ พหูสูตแห่งยุค ชูผู้ใช้ปัญญาชี้ทางธรรม – ความเป็นธรรม

ที่มา: มติชน

ณพลเดช อาลัย จำนงค์ ทองประเสริฐ พหูสูตแห่งยุค ชูผู้ใช้ปัญญาชี้ทางธรรม และ ความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความเสียใจต่อการถึงแก่อนิจกรรมของ ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ปูชนียบุคคลผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา การศึกษา ภาษาไทย และวงวิชาการของประเทศไทย

นายณพลเดช กล่าวว่า มีความทรงจำและความประทับใจต่อท่านอาจารย์เป็นพิเศษ จากช่วงเวลาที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นอนุกรรมาธิการด้านพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร และได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการเข้าไปหารือกับท่าน ณ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เพื่อขอข้อมูลทางวิชาการประกอบการพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในคดีเงินทอนวัด ซึ่งในเวลานั้นมีข้อถกเถียงในสังคมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีของพระพรหมสิทธิ (ปัจจุบัน ที่ สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์) และพระพรหมดิลก (ปัจจุบัน ที่ สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก)

ท่านอาจารย์จำนงค์ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ทางภาษาและการตีความอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างถ้อยคำเกี่ยวกับการสละสมณเพศกับการสึก ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาทั้งในเชิงภาษา หลักพระธรรมวินัย และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลทางวิชาการที่ท่านให้ไว้ช่วยให้คณะกรรมาธิการมีประเด็นสำหรับนำไปพิจารณาอย่างเป็นระบบ และต่อมาได้มีการบันทึกประเด็นดังกล่าวไว้ในการประชุมของกรรมาธิการด้านศาสนาด้วย

นายณพลเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประสานงานครั้งนั้น ท่านอาจารย์ยังได้แนะนำให้ติดต่อผ่านบุตรชายของท่าน คือ คุณปัญญวัฒน์ ทองประเสริฐ เพื่อให้การประสานข้อมูลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง

“ผมต้องยอมรับว่า ท่านเป็นผู้มีความรู้แตกฉานอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะราชบัณฑิตและผู้ที่ผ่านการศึกษาพระปริยัติธรรมจนสำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยคจากสำนักเรียนวัดสระเกศ ท่านสามารถนำความรู้ด้านภาษา ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา และหลักวิชาการมาอธิบายประเด็นที่ซับซ้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก ท่านทำให้เห็นว่าการวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริง ความรู้ และความรอบคอบ ไม่ใช่ตัดสินจากความรู้สึกหรือกระแสสังคมเพียงอย่างเดียว”

2 ปราชญ์ผู้วางรากฐานมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย

นายณพลเดช กล่าวว่า ชีวิตของศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนรูปแบบการรับใช้พระพุทธศาสนาโดยไม่ละทิ้งอุดมการณ์แห่งการศึกษา ท่านเคยดำรงสมณเพศเป็นพระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร เปรียญธรรม 9 ประโยค แห่งวัดสระเกศ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญในราชทินนาม “พระกวีวรญาณ” เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ขณะมีอายุเพียง 28 ปี

เมื่อภายหลังลาสิกขา ท่านยังคงอุทิศตนให้กับงานวิชาการ การศึกษา และพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับศาสตราจารย์พิเศษ สุชีพ ปุญญานุภาพ ผู้เคยดำรงสมณเพศเป็นพระมหาบุญรอด สุชีโว เปรียญธรรม 9 ประโยค และได้รับสมณศักดิ์เป็นพระศรีวิสุทธิญาณเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2489 ขณะมีอายุ 28 ปี

บุคคลทั้ง 2 ท่านจึงเป็นภาพสะท้อนของปราชญ์ผู้สามารถนำความรู้จากการศึกษาพระปริยัติธรรมมาสร้างคุณูปการต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งด้านการศึกษา ภาษา ปรัชญา และการพัฒนามหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย

สร้างพหูสูตและบัณฑิตรุ่นใหม่ให้พระพุทธศาสนา

นายณพลเดช แสดงความเห็นว่า ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ลึกซึ้งในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และต้องเผชิญกับปัญหาที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจหลักธรรม ความรู้ทางกฎหมาย และความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล

ในอดีต ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ได้สร้างพระเถระและนักปราชญ์จำนวนมาก ซึ่งสามารถทำหน้าที่ทั้งเผยแผ่พระธรรม อธิบายหลักพระวินัย ตีความภาษาและคัมภีร์ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะต่อสังคมและหน่วยงานของรัฐ แต่ในปัจจุบัน การส่งเสริมให้เกิดผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้แตกฉานในลักษณะดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

นายณพลเดช เสนอว่า ควรส่งเสริมการบรรพชาและอุปสมบท ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาพระปริยัติธรรม สนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้ศึกษาทั้งพระธรรมวินัย ภาษา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย และศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อสร้างผู้รู้ที่สามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้กับปัญหาของสังคมได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ การเพิ่มจำนวนผู้บวชควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การดูแลความเป็นอยู่ และการสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อให้การบรรพชาและอุปสมบทนำไปสู่การสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

“การสูญเสียท่านอาจารย์จำนงค์ไม่ใช่เพียงการสูญเสียนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง แต่เป็นการเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ลึกซึ้งและมีความรับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา เราควรทำให้เกิดพหูสูตและบัณฑิตรุ่นใหม่ที่สามารถสืบทอดองค์ความรู้ของพระศาสนา พร้อมใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาของสังคมอย่างมีเหตุผล”นายณพลเดช ระบุ

กำหนดการบำเพ็ญกุศล

ตามข้อมูลเบื้องต้นที่ครอบครัวแจ้งไว้ กำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ มีดังนี้

1. วันที่ 25 ตุลาคม 2569 นำร่างออกจากโรงพยาบาลศิริราช และประกอบพิธีตั้งแต่ช่วงบ่าย ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

2. วันที่ 25–31 ตุลาคม 2569 ประกอบพิธีสวดพระอภิธรรม รวม 7 คืน

3. หลังจากนั้นจะเก็บร่างไว้ครบ 100 วัน ก่อนดำเนินการขอพระราชทานเพลิงตามขั้นตอนต่อไป

กำหนดการดังกล่าวเป็นข้อมูลเบื้องต้นตามที่ได้รับแจ้ง โดยรายละเอียดเพิ่มเติมให้ติดตามประกาศจากครอบครัวและวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

นายณพลเดช กล่าวด้วยว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวทองประเสริฐ ศิษยานุศิษย์ และผู้ที่เคารพนับถือท่านอาจารย์ พร้อมขอให้ผลงานทางวิชาการและคุณูปการที่ท่านสร้างไว้ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษา การใช้เหตุผล และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม

เพราะปราชญ์ที่แท้จริงมิได้ดำรงอยู่เพียงในช่วงชีวิตของตน แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ผ่านความรู้ ความคิด และคุณูปการที่ส่งต่อให้แก่คนรุ่นหลัง

ความคิดเห็น