กก.สปสช.ภาคประชาชน ยันไม่ตัดสิทธิวัคซีน PCV เด็ก ชี้ต่อรองราคาประหยัดได้ 182 ล.
วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สัดส่วนภาคประชาชน ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวถึงกรณีที่ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวหาว่า กรรมการ สปสช. สัดส่วนภาคประชาชน ไม่สนับสนุนให้เด็กไทยได้รับวัคซีน PCV โดยไม่มีข้อมูลวิชาการรองรับ ว่า เป็นการนำเสนอข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน และว่า กรรมการภาคประชาชนไม่ได้คัดค้านวัคซีน แต่ต้องการให้การเพิ่มสิทธิประโยชน์เป็นไปบนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน และจัดหาวัคซีนในราคาที่เหมาะสม
นายนิมิตร์ กล่าวว่า ในช่วงแรกของการพิจารณา พบว่าข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำเสนอ ยังมีข้อจำกัดในการระบุเชื้อสาเหตุของโรคปอดอักเสบในเด็กอย่างเป็นระบบ จึงไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยเกิดจากเชื้อชนิดใด และอยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่วัคซีน PCV สามารถป้องกันได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกัน ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายที่ปรากฏในระบบเบิกจ่ายมีจำนวนค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับวงเงินที่คาดว่าจะต้องใช้จัดหาวัคซีนสำหรับเด็กทั่วประเทศ จึงมีข้อเสนอให้ทบทวนข้อมูลจำนวนผู้ป่วยและสถานการณ์การติดเชื้อในแต่ละพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อให้การตัดสินใจอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน
“ตอนนั้น ข้อมูลที่เรามีจากระบบเบิกจ่าย ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเด็กที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อจากอะไร และมีจำนวนเท่าใดที่เกิดจากเชื้อ ซึ่งวัคซีน PCV ป้องกันได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ปรากฏในระบบมีจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับงบประมาณจัดหาวัคซีน จึงต้องขอให้ทบทวนข้อมูลการป่วยในทุกพื้นที่อีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นความสำคัญของวัคซีน แต่ต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ ข้อมูลเบิกจ่ายก็ไม่ได้หมายถึงจำนวนผู้ป่วยหรือภาระโรคทั้งหมดของประเทศ” นายนิมิตร์ กล่าว
นายนิมิตร์ กล่าวว่า ภายหลังกรมควบคุมโรคได้ทบทวนและนำเสนอข้อมูลทางระบาดวิทยาและการเฝ้าระวังโรคเพิ่มเติม ซึ่งพบว่าเด็กเล็กมีอัตราป่วยด้วยโรคปอดอักเสบสูงในเกือบทุกจังหวัด รวมถึงมีข้อมูลการตรวจพบเชื้อนิวโมคอคคัสในผู้ป่วย ทำให้มีหลักฐานประกอบการพิจารณาขยายบริการทั่วประเทศมากขึ้น เมื่อรวมกับความคืบหน้าในการต่อรองราคาวัคซีน จึงนำไปสู่การพิจารณาของบอร์ด สปสช. ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่เห็นชอบให้จัดหาวัคซีน PCV สำหรับเด็กไทยทั่วประเทศ
นายนิมิตร์ กล่าวว่า มติบอร์ด สปสช. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเห็นชอบให้เริ่มนำร่องฉีดวัคซีน PCV ในพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูง พร้อมติดตามประเมินผล จึงเป็นการพิจารณาจากข้อมูลที่มีอยู่ในเวลานั้น ไม่ใช่การปฏิเสธวัคซีน และอีกเรื่องสำคัญคือ มติดังกล่าวได้มอบหมายให้ สปสช. ต่อรองราคาวัคซีนให้ใกล้เคียงกับราคาของ UNICEF หรือ Gavi มากที่สุด เพื่อให้สามารถขยายบริการได้ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่
“ราคาวัคซีนมีความแตกต่างกันมาก หากประชาชนซื้อบริการวัคซีนเองในภาคเอกชนอาจต้องจ่ายหลักพันบาทต่อเข็ม ขณะที่การจัดซื้อผ่านกลไกระหว่างประเทศบางรายการมีราคาเพียงประมาณ 70–100 บาทต่อโดส แม้จะเป็นราคาภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน แต่ก็สะท้อนว่าการรวมกำลังซื้อและต่อรองราคามีความสำคัญ เราจึงต้องใช้กลไกนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เพียงอนุมัติให้ซื้อโดยไม่คำนึงถึงราคา” นายนิมิตร์กล่าว
ด้าน นายวันเสาร์ ไชยกุล กรรมการ สปสช. สัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า ภายหลังมตินำร่องเกิดกระแสเรียกร้องจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปกครอง ให้ฉีดวัคซีน PCV แก่เด็กทั่วประเทศทันที ทั้งนี้ กองทุนบัตรทองมีข้อได้เปรียบจากการรวมกำลังซื้อของประชาชนจำนวนมาก ทำให้สามารถเจรจาต่อรองราคายาและวัคซีนได้ แต่การต่อรองต้องมีกลยุทธ์ หากผู้ขายทราบว่ารัฐมีความจำเป็นต้องซื้ออย่างเร่งด่วนและไม่มีทางเลือกอื่น ก็อาจทำให้ผู้ซื้อเสียเปรียบในการเจรจา ดังนั้น หากในเวลานั้นเร่งตัดสินใจซื้อภายใต้แรงกดดัน โดยไม่ได้ใช้กลไกต่อรองอย่างเต็มที่ ก็มีความเสี่ยงที่จะต้องจ่ายแพงกว่าที่จำเป็น
นายวันเสาร์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังคือ วันที่ 2 มีนาคม 2569 บอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบให้บริการวัคซีน PCV แก่เด็กไทยอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือนทั่วประเทศ และต่อมา ได้มีประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 กำหนดให้วัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับเด็กไทยแล้ว
“ผลการต่อรองราคาเห็นได้จากข้อมูลประกอบการประชุมบอร์ด สปสช. วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า วัคซีน PCV10 จากเดิมที่ใช้ราคาประมาณการ 250 บาทต่อโดสในการศึกษาความคุ้มค่า สามารถต่อรองราคาได้ที่ 104.75 บาทต่อโดส ต่ำกว่าราคาที่ใช้ประเมินเดิม 145.25 บาทต่อโดส หรือร้อยละ 58.1 โดยตามแผนจัดหาวัคซีนปีงบประมาณ 2569 จำนวน 1,251,000 โดส จะใช้งบประมาณประมาณ 131.04 ล้านบาท” นายวันเสาร์ กล่าว