คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangเชียงราย · เปลี่ยน

ทองคำไซต์เวย์ ลุ้นผ่าน 4,200 ดอลลาร์ จับตา เฟด-เงินเฟ้อ-ดอลลาร์

ที่มา: ข่าวสด

ศูนย์วิจัยทองคำเผยผู้เชี่ยวชาญ 46% มองราคาทองคำทรงตัว ขณะที่ “เล่งหงษ์” แนะย่อซื้อ-ขึ้นขาย ชี้ 4,070 ดอลลาร์เป็นแนวรับสำคัญ หากหลุดมีโอกาสลงทดสอบ 3,950-3,960 ดอลลาร์

ศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยผลสำรวจมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 19-23 ต.ค. 2569 จากการสำรวจ GRC Gold Survey โดยมีผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำเข้าร่วมตอบแบบสำรวจจำนวน 13 ราย พบว่า 4 ราย หรือ 31% คาดว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ 3 ราย หรือ 23% มองว่าราคาจะปรับตัวลดลง และ 6 ราย หรือ 46% คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนภาพรวมว่าผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway

ด้านนักลงทุนทองคำที่เข้าร่วมตอบแบบสำรวจจำนวน 323 ราย มีจำนวน 133 ราย หรือ 41% คาดว่าราคาทองคำในประเทศสัปดาห์หน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ 108 ราย หรือ 34% คาดว่าราคาจะลดลง และ 82 ราย หรือ 25% มองว่าราคาจะใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่ามุมมองของนักลงทุนยังมีน้ำหนักไปทางบวกมากกว่าฝั่งผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังเป็นการคาดการณ์ที่ไม่ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน

สำหรับราคาทองคำแท่งในประเทศ 96.5% ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบ 65,700-66,800 บาทต่อบาททองคำ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 66,100 บาทต่อบาททองคำลดลง 450 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 66,550 บาท

ขณะที่ นางภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์วันที่ 19-23 ต.ค. 2569 ยังคงมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway โดยปัจจัยหลักที่ตลาดให้น้ำหนักยังคงเป็นทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และสถานการณ์สงคราม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังจำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะสั้น

แนวโน้มราคาทองคำ ลุ้นเบรก 4,200-4,230 ดอลลาร์

ทั้งนี้หากมองในด้านปัจจัยทางเทคนิค พบว่าแนวรับสำคัญของทองคำอยู่บริเวณ 4,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาปรับตัวลงมาทดสอบบริเวณดังกล่าวแล้วประมาณ 2 ครั้ง แต่สามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ทุกครั้ง ทำให้บริเวณ 4,060-4,070 ดอลลาร์ มีโอกาสพัฒนาเป็นจุดต่ำสุดของรอบนี้ หากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำหลุดระดับ 4,070 ดอลลาร์ลงมา จะต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากมีโอกาสที่ราคาจะลงไปทดสอบจุดต่ำเดิมบริเวณ 3,950-3,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้

ส่วนแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 4,200 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ราคาขึ้นทดสอบหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถผ่านได้ หากสามารถเบรกผ่าน 4,200 ดอลลาร์ขึ้นมาได้ จะมีแนวต้านสำคัญถัดไปบริเวณ 4,230 ดอลลาร์ โดยการผ่านทั้งสองระดับจะเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นในระยะสั้น แต่หากยังไม่สามารถผ่านได้ ราคายังมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบ Sideway ต่อไป

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้นักลงทุนระยะสั้นเน้น “ย่อซื้อ-ขึ้นขาย” โดยนักลงทุนที่เน้นการเก็งกำไรควรทำกำไรเป็นรอบสั้นๆ ประมาณ 200-400 ดอลลาร์ และหากราคาย่อตัวควรพิจารณาทยอยซื้อกลับ

สำหรับราคาทองคำในประเทศ บริเวณระดับ 65,000 บาทกว่าๆ ยังคงเป็นโซนที่น่าสนใจสำหรับการสะสม ขณะที่นักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวยังสามารถเน้นกลยุทธ์ฝั่งซื้อได้

ปัจจัยที่ต้องติดตาม จับตาเฟด และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ

ศูนย์วิจัยทองคำระบุว่า ปัจจัยแรกที่ต้องติดตามคือ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เมื่อเดือนก.ย. 2569 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะเดียวกันเฟดได้เข้าสู่ช่วงงดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงินก่อนการประชุมวันที่ 27-28 ต.ค. 2569

หากตลาดประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งโดยทั่วไปจะสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ แต่ในทางกลับกัน หากผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลงและตลาดลดความกังวลต่อการขึ้นดอกเบี้ย ก็มีโอกาสเป็นแรงหนุนให้ทองคำฟื้นตัว

นางภัทรินยังได้ประเมินว่า การประชุมเฟดในเดือนต.ค.นี้ มีแนวโน้มที่จะ คงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากการปรับขึ้นติดต่อกันอาจเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป และ เฟดจำเป็นต้องเว้นช่วงเพื่อประเมินผลของนโยบายการเงินที่มีต่อเงินเฟ้อ การจ้างงาน และเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ตลาดยังให้น้ำหนักว่า เฟดอาจกลับมาพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.นี้ โดยมีโอกาสประมาณ 70-80%

นอกจากนี้ ต้องติดตาม ค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำในตลาดโลก โดยการแข็งค่าของดอลลาร์มีแนวโน้มกดดันราคาทองคำ ขณะที่การอ่อนค่าของดอลลาร์จะช่วยสนับสนุนราคาทองคำ

เศรษฐกิจสหรัฐฯ-สงคราม-น้ำมัน ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนต.ค. 2569 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของ Fed

อย่างไรก็ตาม นางภัทรินมองว่า ปฏิทินเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้าค่อนข้างไม่มีตัวเลขสำคัญที่น่าจะสร้างความผันผวนรุนแรง โดยมี Employment Claims และ Flash Manufacturing PMI เป็นข้อมูลที่ต้องติดตาม ดังนั้น หากไม่มีปัจจัยพิเศษเข้ามา ราคาทองคำยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideway

อีกปัจจัยสำคัญคือ สถานการณ์สงครามและราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันได้กลับมาปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากก่อนหน้านี้ลดลงไปอยู่ในระดับ 80 ดอลลาร์กว่าๆ ขณะที่ความขัดแย้งในพื้นที่สำคัญยังไม่ยุติ ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในหลายประเทศยังคงอยู่ และเป็นอีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดทองคำ

นางภัทรินมองว่า จนถึงสิ้นปี ตลาดได้รับรู้ปัจจัยด้านทิศทางดอกเบี้ยไปมากแล้ว หรือมีการ Price In ไปพอสมควร ดังนั้น หากราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นต้องมีปัจจัยใหม่เข้ามาเป็นแรงสนับสนุน ขณะที่ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยและเงินเฟ้อน่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงปีหน้า

ความคิดเห็น