ผลตรวจปลาแม่น้ำกกเนื้อปลอดภัยบริโภคได้ กลุ่มวิจัยเตือนงดกินไส้พบสารตะกั่วพุ่งสูงกว่าเกณฑ์ 32 เท่า - กลุ่มวิจัยไอแคร์เผยผลตรวจสัตว์น้ำลุ่มน้ำกก 259 ตัวอย่าง ยืนยันเนื้อปลา 126 จาก 127 ตัวอย่างปลอดภัยไร้สารตกค้างในรอบปี - ไส้ปลาในเชียงใหม่และเชียงรายตรวจพบสารตะกั่วเกินเกณฑ์ โดยเชียงรายพบสูงสุดถึง 9.85 มก./กก. เกินเกณฑ์ 32.8 เท่า - ไส้ปลาเชียงรายยังพบสารหนูเกินเกณฑ์ 7 ตัวอย่าง สูงสุดเกินมาตรฐาน 4.5 เท่า - เตือนความร้อนจากการต้มแกงไม่ช่วยสลายโลหะหนัก ต้องควักไส้และเครื่องในทิ้งทุกเมนู และเลี่ยงหอยขมบ้านสบรวก - พฤศจิกายน 2569 จัดให้เนื้อปลาบริโภคได้ตามปกติ แต่งดบริโภคไส้ปลาเชียงราย และยุติบริโภคไส้ปลาเชียงใหม่ ผลตรวจสัตว์น้ำแม่น้ำกก เนื้อปลาปรุงสุกปลอดภัยบริโภคได้ กลุ่มวิจัยเตือนงดกินไส้และเครื่องใน พบสารตะกั่วพุ่งสูงกว่าเกณฑ์ 32 เท่า เชียงราย,5 พฤศจิกายน 2569 – กลุ่มวิจัยไอแคร์เผยผลวิเคราะห์ตัวอย่างสัตว์น้ำลุ่มน้ำกก 259 ตัวอย่าง เนื้อปลา 126 จาก 127 ตัวอย่างผ่านเกณฑ์มาตรฐานโลหะหนัก สถิติรอบ 1 ปีไร้สารตกค้าง ชี้จุดอันตรายอยู่ที่ไส้ปลาและเครื่องใน พบตะกั่วและสารหนูสะสมสูงในเชียงรายและเชียงใหม่ ย้ำความร้อนจากการต้มแกงไม่ช่วยสลายโลหะหนัก แนะประชาชนและร้านอาหารกินเฉพาะเนื้อปลา ปรุงสุกทั่วถึง และควักไส้ทิ้งทุกเมนู เปิดผลตรวจสัตว์น้ำลุ่มน้ำกก เนื้อปลาไร้สารตกค้างในรอบปี การเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางอาหารในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีความชัดเจนขึ้น เมื่อกลุ่มวิจัย AI CARE Research Cluster ได้เปิดเผยรายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำในลุ่มแม่น้ำกก จากการเก็บตัวอย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ร่วมกับ อาจารย์ศรัณย์พร เกิดเกาะ อาจารย์ประจำสาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้นำเสนอข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสะสมรวม 259 ตัวอย่าง ผลการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบข่าวดีสำหรับผู้บริโภค โดยตัวอย่างเนื้อปลาจำนวน 127 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยถึง 126 ตัวอย่าง และไม่พบการปนเปื้อนของสารปรอทเกินเกณฑ์ สำหรับเนื้อปลาอีก 1 ตัวอย่างที่เคยตรวจพบสารตะกั่วเกินมาตรฐานนั้น เป็นผลการสุ่มตรวจในอดีตตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ไม่ใช่ผลการตรวจรอบล่าสุด ยิ่งไปกว่านั้น สถิติการตรวจวิเคราะห์ย้อนหลังตลอด 1 ปีเต็ม ซึ่งครอบคลุมไปถึงช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ยืนยันว่าเนื้อปลาทุกตัวอย่างมีปริมาณโลหะหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ทำให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อและบริโภคเนื้อปลาจากแม่น้ำกกได้อย่างมั่นใจ ผ่าวิกฤตไส้ปลา ตะกั่วพุ่ง 32 เท่า สารหนูสะสมอวัยวะภายใน ผลการตรวจวิเคราะห์ส่วนของเครื่องในและไส้ปลากลับสะท้อนภาพความเสี่ยงที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง การสำรวจตัวอย่างไส้ปลาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่จำนวน 13 ตัวอย่าง พบสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน 5 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 38.5 ขณะที่ตัวอย่างไส้ปลาในจังหวัดเชียงรายจำนวน 112 ตัวอย่าง พบสารตะกั่วเกินเกณฑ์มาตรฐานถึง 26 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 23.2 โดยตรวจพบค่าความเข้มข้นสูงสุดถึง 9.85 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยถึง 32.8 เท่า ข้อมูลยังระบุอีกว่า ไส้ปลาในจังหวัดเชียงรายยังพบสารหนูปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐานอีก 7 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 6.3 โดยมีค่าสูงสุดอยู่ที่ 9.03 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานประมาณ 4.5 เท่า เมื่อรวบรวมตัวอย่างไส้ปลาจากทั้งเชียงใหม่และเชียงราย พบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานรวม 32 จาก 125 ตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าโลหะหนักมีแนวโน้มสะสมอยู่ในระบบทางเดินอาหารและเครื่องในของสัตว์น้ำมากกว่าส่วนของกล้ามเนื้อหรือเนื้อปลาอย่างเห็นได้ชัด ส่องสัตว์น้ำหน้าดิน เตือนระวังหอยขมบริเวณบ้านสบรวก สำหรับสัตว์น้ำชนิดอื่น กลุ่มวิจัยได้สุ่มเก็บตัวอย่างหอยและปูในพื้นที่จังหวัดเชียงรายจำนวน 7 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์พบตัวอย่างหอยขม 1 ตัวอย่าง มีการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐานประมาณ 1.2 เท่า โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน ซึ่งสอดคล้องกับฐานข้อมูลเฝ้าระวังของกรมประมงที่เคยระบุถึงความเสี่ยงของการสะสมโลหะหนักในสัตว์น้ำหน้าดิน ทีมวิจัยจึงมีคำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเก็บและบริโภคหอยขมจากแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อน สัตว์หน้าดินและสัตว์ที่หากินตามตะกอนใต้น้ำมักเป็นจุดรวมของการดูดซับสารพิษที่ตกค้างในดินตะกอน การบริโภคสัตว์น้ำกลุ่มนี้จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการสะสมของสารหนูในร่างกาย คู่มือบริโภคปลอดภัย แยกเครื่องใน ปรุงสุก ไม่กินปลาดิบ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค กลุ่มวิจัยไอแคร์ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการประกอบอาหารจากปลาแม่น้ำกก 7 ประการ เริ่มต้นจากการเลือกรับประทานเฉพาะส่วนของเนื้อปลา เช่น เมนูปลานึ่งและปลาเผา โดยต้องแยกไส้และเครื่องในทิ้งก่อนนำไปประกอบอาหารทุกครั้ง สำหรับเมนูลาบปลา น้ำพริกปลา และแจ่วปลา ต้องใช้เฉพาะเนื้อปลาและปรุงให้สุกทั่วถึง หลีกเลี่ยงการรับประทานลาบปลาดิบเพื่อตัดวงจรพยาธิและเชื้อโรค สำหรับการแปรรูปอาหารหมักพื้นบ้านที่นิยมใช้ปลาขนาดเล็กทั้งตัว เช่น ปลาจ่อม ปลาแดก หรือปลาร้า ขอให้ผู้ประกอบการและชาวบ้านควักไส้และเครื่องในของปลาออกให้หมดก่อนนำไปหมักทุกครั้ง ทีมวิจัยเน้นย้ำข้อเท็จจริงสำคัญว่า การปรุงอาหารด้วยความร้อนจนสุกช่วยกำจัดเชื้อโรคและไข่พยาธิได้จริง แต่ความร้อนไม่สามารถทำให้สารตะกั่วหรือสารหนูที่ตกค้างในเนื้อเยื่อสลายตัวไปได้ การตัดทิ้งส่วนของไส้และเครื่องในปลาจึงเป็นวิธีเดียวในการป้องกันสารพิษเข้าสู่ร่างกาย จัดระดับความเสี่ยงพฤศจิกายน แนะร้านอาหารคัดกรองวัตถุดิบ การประเมินระดับความเสี่ยงเพื่อการบริโภคระหว่างวันที่ 1 ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 รายงานจัดให้เนื้อปลาในลุ่มน้ำกกอยู่ในกลุ่มที่สามารถบริโภคได้ตามปกติ ขณะที่ไส้ปลาในจังหวัดเชียงรายถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ควรงดการบริโภค และไส้ปลาในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องยุติการบริโภคหรือจำหน่ายตามมาตรฐานความปลอดภัย ข้อค้นพบนี้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคาร และพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดทั่วจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองวัตถุดิบ โดยไม่นำเครื่องในปลาแม่น้ำกกมาปรุงจำหน่าย การร่วมมือกันปฏิบัติตามคำแนะนำและการติดตามผลการตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่วงการอาหารท้องถิ่นและปกป้องสุขภาพของพี่น้องประชาชนในระยะยาว เครดิตภาพและข้อมูลจาก : - รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำในลุ่มแม่น้ำกก กลุ่มวิจัย AI CARE Research Cluster วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 - ข้อมูลการวิเคราะห์ตัวอย่างโลหะหนักในเนื้อปลาและเครื่องในสัตว์น้ำ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ สกสว. และ อาจารย์ศรัณย์พร เกิดเกาะ มหาวิทยาลัยนเรศวร เกณฑ์มาตรฐานสารปนเปื้อนโลหะหนักในอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข