คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangเชียงใหม่ · เปลี่ยน

แพทย์ มช.แนะ 5 สัญญาณเตือนมะเร็งเต้านม ที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม ไม่เจ็บ…ไม่มีก้อน จะรู้ได้ไง?

ที่มา: www.chiangmainews.co.th

ไม่เจ็บ…ไม่มีก้อน แล้วจะรู้ได้ยังไง? 5 สัญญาณเตือนมะเร็งเต้านม ที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม หลายคนอาจเข้าใจว่า หากเป็น “มะเร็งเต้านม” อย่างน้อยต้องคลำพบก้อน หรือมีอาการเจ็บเต้านม แต่ความจริงคือ มะเร็งเต้านมไม่ได้มีอาการเหมือนกันทุกคน ความผิดปกติอาจแสดงออกในรูปแบบอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงของรูปร่างหรือผิวเต้านม การเปลี่ยนแปลงของหัวนม หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติ และในบางรายอาจยังไม่พบก้อนที่คลำได้ ดังนั้น การไม่เจ็บและคลำไม่พบก้อน ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความผิดปกติ สิ่งสำคัญคือการรู้จักลักษณะปกติของเต้านมตัวเอง และสังเกตว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ ข่าวดีคือ หากพบความผิดปกติและได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้ป่วยจะมีโอกาสเข้าสู่การรักษาได้เร็วขึ้น และโดยทั่วไปผลการรักษาจะดีกว่าเมื่อโรคยังไม่แพร่กระจาย อายุยังน้อย…ก็เป็นได้ มะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงวัย 50 ขึ้นไปเท่านั้น ไทยมีอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 40 ปีสูงขึ้น ราว 11.78 รายต่อผู้หญิง 100,000 คน ขณะที่ในสหรัฐฯ อัตราการเกิดโรคในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีเพิ่มขึ้นราว 1.4% ต่อปี ผู้หญิงอายุน้อยยังไม่ถึงเกณฑ์ตรวจคัดกรอง และมักคิดว่า “ยังไม่ถึงวัย” จึงอาจทำให้พบโรคช้ากว่าที่ควร ใครบ้างที่มีความเสี่ยง? ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมมีหลายด้าน ทั้งปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และปัจจัยด้านพฤติกรรมหรือการใช้ชีวิตที่สามารถปรับได้ อย่างไรก็ตาม WHO ระบุว่า ประมาณ 80% ของมะเร็งเต้านมเกิดในผู้หญิงที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะเจาะจง นอกเหนือจากเพศและอายุ ดังนั้น แม้ไม่มีประวัติครอบครัวหรือปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดโรค - ปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพศและอายุ ผู้หญิงมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน และความเสี่ยงโดยทั่วไปจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ประมาณ 99% ของมะเร็งเต้านมเกิดในผู้หญิง ขณะที่มะเร็งเต้านมในผู้ชายพบประมาณ 0.5–1% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ▪️ประวัติครอบครัวและพันธุกรรม ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว เป็นมะเร็งเต้านม อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ของยีนบางชนิด เช่น BRCA1, BRCA2 และ PALB2 สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมได้ ในกลุ่มนี้มักพบในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อย อย่างไรก็ตาม การไม่มีประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง เพราะผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม - ปัจจัยด้านฮอร์โมนและประวัติการเจริญพันธุ์ ปัจจัยบางอย่าง เช่น การมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย การหมดประจำเดือนช้า และการใช้ฮอร์โมนบางชนิดหลังหมดประจำเดือน อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น การประเมินความเสี่ยงควรพิจารณาเป็นรายบุคคลร่วมกับแพทย์ - ปัจจัยด้านพฤติกรรมและการใช้ชีวิต แม้ไม่สามารถป้องกันมะเร็งเต้านมได้ทั้งหมด แต่การดูแลสุขภาพสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงบางอย่างได้ เช่น - ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม - มีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ - ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - ไม่สูบบุหรี่ - ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ฮอร์โมนในระยะยาว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมยังรวมถึงการได้รับรังสีบางรูปแบบ “ไม่เจ็บ…ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไร” มะเร็งเต้านมอาจไม่ทำให้เจ็บ โดยเฉพาะก้อนมะเร็งที่พบในเต้านมมักไม่เจ็บ ดังนั้น ไม่ควรรอให้เจ็บ และไม่ควรรอจนคลำพบก้อนแล้วจึงตรวจ หากมีความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ของเต้านม ไม่ว่าจะอายุ 25 หรือ 55 อย่ารอดูอาการเอง ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน 5 สัญญาณที่ควรสังเกต - รูปร่างหรือขนาดเต้านมเปลี่ยนไป เช่น เต้านมมีรูปร่าง ขนาด หรือความสมมาตรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน - ผิวเต้านมเปลี่ยนแปลง เช่น มีรอยบุ๋ม ผิวหนังหนาตัว บวม แดง หรือมีลักษณะคล้าย ผิวเปลือกส้ม - หัวนมเปลี่ยนแปลง เช่น หัวนมบุ๋มหรือถูกดึงรั้งเข้าไปจากเดิม หรือมีการเปลี่ยนแปลงบริเวณหัวนมและลานนม - มีสารคัดหลั่งผิดปกติจากหัวนม โดยเฉพาะมีเลือดหรือของเหลวผิดปกติไหลออกจากหัวนม - มีผื่น แผล หรือความผิดปกติของผิวหนัง หากมีผื่น แผล ผิวหนังบริเวณหัวนมหรือเต้านมเปลี่ยนแปลง และเป็นต่อเนื่องหรือไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจ อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเต้านมเสมอไป แต่เป็น ความผิดปกติที่ควรได้รับการประเมิน โดยเฉพาะหากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่ แล้ว “ก้อน” ที่เต้านมคือมะเร็งหรือไม่? ▪️ไม่เสมอไป ก้อนในเต้านมมีหลายสาเหตุ และก้อนจำนวนมากไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ไม่สามารถบอกได้จากการคลำเพียงอย่างเดียวว่าก้อนนั้นเกิดจากอะไร ดังนั้น หากพบ ก้อนใหม่ หรือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม แม้ก้อนนั้นจะไม่เจ็บก็ตาม ตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ช่วยอะไร? การรู้จักลักษณะปกติของเต้านมตัวเอง จะช่วยให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่ได้ กรมการแพทย์แนะนำให้ผู้หญิงหมั่นสังเกตความผิดปกติของเต้านมเป็นประจำ สำหรับผู้ที่ยังมีประจำเดือน หากต้องการสังเกตเต้านมเป็นประจำ อาจเลือกช่วงหลังประจำเดือนมาวันแรกประมาณ 7–10 วัน ซึ่งเต้านมมักคัดตึงน้อยลง สำหรับผู้ที่หมดประจำเดือนแล้ว อาจกำหนดวันที่จำง่าย เช่น วันที่ 1 ของทุกเดือน เพื่อให้ทำเป็นกิจวัตร วิธีสังเกตง่าย ๆ - มองหน้ากระจก สังเกตขนาด รูปร่าง ความสมมาตร ผิวหนัง และหัวนมของเต้านมทั้งสองข้าง - คลำเต้านม ใช้ปลายนิ้วคลำอย่างเป็นระบบให้ทั่วบริเวณเต้านม รวมถึงบริเวณรักแร้ เพื่อสังเกตก้อนหรือความแข็งผิดปกติ - สังเกตหัวนม ดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงของหัวนม ลานนม หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติหรือไม่ การตรวจด้วยตัวเองมีไว้เพื่อ “รู้จักความเปลี่ยนแปลงของเต้านม” ไม่ได้ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ถึงวัยหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาเรื่อง “การคัดกรอง” การตรวจคัดกรองมีเป้าหมายเพื่อค้นหาความผิดปกติก่อนที่จะมีอาการ แมมโมแกรม (Mammogram) เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และอาจช่วยตรวจพบความผิดปกติขนาดเล็กที่ยังคลำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม อายุที่ควรเริ่มตรวจและความถี่ในการตรวจอาจแตกต่างกันตามแนวทางของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงอายุ ความเสี่ยงส่วนบุคคล และประวัติสุขภาพ สำหรับประเทศไทย กรมการแพทย์ระบุว่ามีสิทธิประโยชน์การตรวจคัดกรองด้วย แมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ สำหรับหญิงไทยอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีญาติสายตรงเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้น อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าควรเริ่มตรวจเมื่อใด และควรตรวจด้วยวิธีใด เครื่องมือที่ใช้ตรวจ ▪️Mammogram เป็นการเอกซเรย์เต้านม ช่วยตรวจหาความผิดปกติบางชนิดที่อาจยังคลำไม่ได้ ▪️Ultrasound ใช้คลื่นเสียงช่วยประเมินลักษณะของก้อนหรือความผิดปกติในเต้านม และอาจใช้ร่วมกับแมมโมแกรมตามข้อบ่งชี้ การเลือกตรวจและการตรวจเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับอายุ ลักษณะเต้านม ระดับความเสี่ยง อาการ และผลการตรวจของแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายๆไป หากตรวจพบมะเร็งเต้านม รักษาอย่างไร? ปัจจุบันการรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี และอาจใช้ร่วมกันตามชนิดและระยะของโรค รวมถึงปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วย การรักษาอาจประกอบด้วย - การผ่าตัด เช่น การผ่าตัดสงวนเต้านมในผู้ที่เหมาะสม หรือการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด - การฉายรังสี - เคมีบำบัด - ยาต้านฮอร์โมน - ยามุ่งเป้า - การรักษาด้วยยาชนิดอื่น ๆ ตามชนิดของมะเร็งและข้อบ่งชี้ แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยดูจากชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรค ลักษณะทางชีวภาพของมะเร็ง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย “รู้เร็ว” สำคัญอย่างไร? การตรวจพบมะเร็งเต้านมและเข้าสู่การวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีความสำคัญต่อผลการรักษา โดยทั่วไปเมื่อโรคยังไม่แพร่กระจาย การรักษามีโอกาสได้ผลดีกว่า แม้ในผู้ป่วยที่โรคแพร่กระจายแล้ว ปัจจุบันยังมีแนวทางการรักษาหลายรูปแบบที่ช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และดูแลคุณภาพชีวิตได้ โดยแพทย์จะวางแผนให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การกลัวมะเร็งจนไม่กล้าตรวจ แต่คือ รู้ความเสี่ยง รู้จักเต้านมตัวเอง สังเกตความเปลี่ยนแปลง และเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจ “ไม่เจ็บ…ไม่มีก้อน ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิดปกติ” มะเร็งเต้านมไม่ได้มีเพียงอาการ “คลำพบก้อน” และไม่ได้ทำให้ทุกคนมีอาการเหมือนกัน หากพบความเปลี่ยนแปลงของเต้านมที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ผิวหนัง หัวนม หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติ ไม่ควรรอดูอาการด้วยตัวเองเป็นเวลานาน ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน และตรวจเมื่อถึงเวลา ข้อมูลโดย : พญ.จุฬารัตน์ ดวงแก้ว อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์เต้านมและต่อมไร้ท่อ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียบเรียงโดย : นางสาวนันทพร ระบิน ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สุขภาพดีกับหมอสวนดอก MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ สื่อสารองค์กรMedCMU

ความคิดเห็น