สันติธาร เปิดเบื้องหลัง Editor-in-Chief ยุทธศาสตร์นำไทยสวมบทผู้เชื่อมโลก เวที IMF-World Bank
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เบื้องหลัง “โอลิมปิกการเงิน”: บันทึก Editor-in-Chief ฝั่งเจ้าภาพ
หลายคนถามผมว่า ขึ้นเวทีพูดในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกครั้งนี้เหนื่อยไหม
ต้องบอกตามตรงครับว่า เหนื่อย แต่รอบนี้งานที่ท้าทายกว่ามากอยู่ข้างหลังเวที ที่หมวกที่ชื่อว่า
Editor-in-Chief หรือ “บรรณาธิการใหญ่” ฝั่งเจ้าภาพ
แล้วหน้าที่นี้ทำอะไรบ้าง?
ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ตอบเรื่องนี้ รวมทั้งเล่าเบื้องหลังและบทเรียนที่ได้ เผื่อเป็นประโยชน์ครับ (อาจจะยาวหน่อยนะครับ)
เป้าหมายของเรา คือให้โลกได้เห็นไทยเป็นทั้ง:
-เจ้าภาพที่โลกหลงรัก,
-ผู้ร่วมกำหนดวาระที่โลกยอมรับ หรือ agenda shaper ที่มีส่วนตั้งคำถาม เสนอแนวคิด, และ
-พาร์ทเนอร์ที่โลกเชื่อมั่น น่าลงทุนด้วย (นอกจากจะเป็นประเทศที่น่าเที่ยวแล้ว)
หน้าที่นี้เหมือนเป็นทั้ง “คนช่วยแต่งเพลง” และ “คอนดักเตอร์” ที่ช่วยให้ดนตรีหลายชิ้น หลายวง เล่นสอดประสานกัน
งานหลัก ๆ มี 5 ส่วนครับ
1.“แต่งเพลง” ที่มีทั้งความเป็นสากลและความเป็นไทย
เริ่มจากตั้งโจทย์ว่า เราจะชวนโลกคุยเรื่องอะไร
ถ้าตั้งโจทย์จากประเทศไทยมากเกินไป ประเทศอื่นก็อาจไม่เห็นว่าเกี่ยวกับเขาอย่างไร แต่ถ้าคุยเรื่องโลกโดยไม่มีมุมที่ไทยจะมีส่วนช่วยได้ เราก็เสียโอกาสที่จะมีบทบาท
จึงต้องหาจุดพบกันระหว่าง “สิ่งที่โลกต้องการ” กับ “สิ่งที่ประเทศไทยมีดี”
ในการออกแบบ Royal Pavilion เฉลิมพระเกียรติ ทางทีมก็ตั้งใจเลือกหลักการทรงงานและประสบการณ์การพัฒนาที่เชื่อมกับโจทย์ที่โลกกำลังสนใจ เพื่อให้ผู้ชมต่างชาติเห็นว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประเทศไทย
เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เขากำลังเผชิญในปัจจุบันอย่างไร
วิธีคิดเดียวกันนี้ยังใช้ในการวาง 4 เสาหลักของเนื้อหาฝั่งเจ้าภาพ ได้แก่
-โลกที่แบ่งขั้วและห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป
-เทคโนโลยีดิจทัลและ AIที่ก้าวกระโดด
-การเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปรับตัวต่อภูมิอากาศที่แปรปรวน
-สังคมสูงวัยกับเศรษฐกิจอายุยืน
โดยบทบาทที่ไทยโดดเด่นที่สุด และยิ่งเป็นที่ต้องการในโลกที่กำลังแบ่งขั้ว คือการเป็น Trusted Connector หรือ “ผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ”
ไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี เป็นมิตรและเชื่อมได้กับหลายเศรษฐกิจสำคัญ อีกทั้งมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ จึงมีจุดแข็งในการเป็นสะพานเชื่อมที่โลกกำลังต้องการ
การเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้เข้าร่วมราว 20,000 คน มีผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเงินจากกว่า 190 ประเทศ รวมถึงนักลงทุนที่เดินทางมาเพื่อพบกับผู้นำเหล่านี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะต่อยอดบทบาทนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
2.สำรวจว่ามี “เวที” ไหนบ้างที่จะเล่นเพลงของเราได้
หากเปรียบงาน IMF–World Bank เป็นมหกรรมดนตรีที่มีหลายวงเล่นหลายเพลง ก็ต้องดูว่าเรามีพื้นที่เพียงพอจะเล่นเพลงของเราให้โลกได้ยินหรือยัง
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เราผลักดันให้มี Host Country Events หรือเวทีที่ไทยเป็นเจ้าภาพเอง ออกแบบหัวข้อและคำถามได้ พร้อมเชิญผู้นำระดับโลก เช่น ประธานธนาคารโลกและกรรมการผู้จัดการ IMF มาร่วมเสวนา
กว่าจะได้มาไม่ง่าย เพราะการให้เจ้าภาพจัดเวทีเองในระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติ ต้องอาศัยการผลักดันและเจรจาอยู่หลายรอบ
สุดท้ายเราได้สองเวทีของไทยเอง มาชวนผู้นำระดับโลกคุยว่า ในโลกที่แตกแยก เราจะสร้างความร่วมมือกันอย่างไร และจะทำให้เงินทุนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและการปรับตัวต่อภูมิอากาศได้อย่างไร ซึ่งทั้งสองเวทีได้รับการตอบรับดีมาก
ยังมีอีกหนึ่งเวทีร่วมเรื่อง Bangkok Blueprint เพื่อต่อสู้กับภัยทางการเงินข้ามพรมแดน
พาวิลเลียนทั้งสี่ที่แสดงศักยภาพของไทยด้านต่าง ๆ รวมถึงปาฐกถาและการเสวนาที่ผู้นำไทยได้รับเชิญไปร่วมบนเวทีสำคัญของงาน
จึงมีทั้งไปร่วมโต๊ะสำคัญของเขา และได้ตั้งโต๊ะใหญ่ให้เขามาร่วมสนทนากับเรา
3. ออกแบบตอนจบ ก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่ม
เมื่องานจบแล้ว อยากให้คนจำอะไรได้? “ท่อนฮุก” ของประเทศไทยควรอยู่ตรงไหน?
สิ่งที่ผมลองทำร่วมกับทีม คือเขียนร่างบทสรุปไว้ล่วงหน้า ก่อนผู้นำต่าง ๆ จะเดินทางมา และก่อนจะรู้ว่าแต่ละเวทีจะพูดอะไรกันจริง ๆ
นี่คือที่มาของ Bangkok Dialogue Notes เอกสารที่ฝั่งเจ้าภาพจัดทำขึ้นเพื่อสังเคราะห์ข้อคิดจากการสนทนาตลอดสัปดาห์..โดยที่เขียนขึ้นก่อนที่บทสนทนาจริงจะเริ่ม
ระหว่างเตรียมงาน ร่างนี้เป็นแกนกลางในการสื่อสารและประสานงานระหว่างทีมด้วย
เมื่อทุกคนเห็นว่า “ท่อนฮุก” ที่อยากให้คนจำเป็นอย่างไร ก็กลับไปดูงานที่ตัวเองรับผิดชอบได้ว่า กำลังช่วยส่งสารนั้นหรือเปล่า มีตรงไหนความหมายเพี้ยน ประเด็นสำคัญเบาไป หรือบางส่วนหายไปเลย
แต่ละทีมจึงตัดสินใจในรายละเอียดได้โดยเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน และเราก็รู้ว่าต้องเติมบทสนทนาหรือกิจกรรมตรงไหน
ส่วนระหว่างงานต้องฟังจริง เก็บข้อคิดใหม่ และพร้อมแก้ร่างตามสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้จริงครับ
4.เมื่อ”งานดนตรี“จบแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อ?
การประชุมควรเปิดทางไปสู่การลงมือทำ ที่เป็นประโยชน์กับคนไทยและธุรกิจไทย เราจึงคิดเรื่องสานต่อไว้สามทาง
หนึ่ง การพบผู้นำภาครัฐ ทั้งประเทศที่มีเรื่องทำต่อด้วยกันได้ เช่น สิงคโปร์ที่จะเป็นประธานอาเซียนปีหน้า ก่อนส่งต่อให้ไทย และประเทศที่ปกติมีโอกาสพบกันยาก เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ
สอง การเชื่อมกับเอกชน เมื่อเห็นว่ายังมีพื้นที่พบปะกันน้อย จึงเติมงาน World Economic Forum dinner ที่จัดร่วมกับกระทรวงการคลัง เชิญภาคธุรกิจและธนาคารชั้นนำจากหลายทวีปมาเริ่มคุยความร่วมมือกันที่กรุงเทพฯ แล้วสานต่อไปถึงการประชุมดาวอสต้นปีหน้า
โดยมีคุณคริสตีน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป และคุณอินทรานี ราจาห์ รัฐมนตรีคนที่สองว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนกับภาคเอกชนด้วย
สาม ใช้ความสนใจจากโลกเป็นแรงส่งให้การปฏิรูปในประเทศเดินหน้าต่อ ผ่านกลไก กรอ. และเป้าหมายร่วมกับเอกชน โดยมีงานศึกษาของธนาคารโลกช่วยประกอบทิศทางสู่ประเทศรายได้สูงที่เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
เมื่อประกาศทิศทางไว้แล้ว ก็เป็นแรงกดดันให้เราต้องทำให้เกิดขึ้นจริงด้วย
เพราะเราตั้งไว้ว่า Trusted Connector ต้องไม่ใช่แค่ “เชื่อมโลก”เข้าด้วยกัน แต่ “เชื่อมประโยชน์จากโลกลงถึงผู้คน SME และชุมชน”ในประเทศด้วย
ความสนใจต้องถูกแปลงมาเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง และเม็ดเงินลงทุนต้องแปลงมาเป็นทักษะ งานที่มีคุณภาพ และโอกาสของคน-ผู้ประกอบการไทย
5. เป็นคอนดักเตอร์ ตั้ง “วอร์รูม” ประสานให้เกิดงาน
เมื่อลงมือทำจริง การสื่อสารและประสานงานสำคัญมาก เพราะหลายฝ่ายต้องทำงานร่วมกันทั้งที่ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน
ต้องสื่อสารข้ามภาษา ข้ามไทม์โซน และข้ามวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน
ต้องช่วยให้ทุกคนเห็นภาพใหญ่ตรงกัน และรู้ว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปกระทบกับงานของตัวเองอย่างไร
ยิ่งโค้งสุดท้ายยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงหน้างานตลอดเวลา จึงต้องมีแผนสอง แผนสาม มีวอร์รูมหลายห้อง ผู้รับผิดชอบชัดเจน และทีมประสานงานเก่ง ๆ ช่วยตามให้ทุกชิ้นเดินไปด้วยกัน
ทั้งหมดเป็นผลงานของทีมไทยแลนด์ครับ ผมเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่พยายามช่วยเชื่อมคน เชื่อมความคิด และเชื่อมงานหลายส่วนเข้าด้วยกัน
แล้วช่วงไหนที่รู้สึกว่าเพลงเริ่มประสานกัน?
มีสามคำพูดและภาพจำที่ผมจดไว้ครับ
อย่างแรก ในฐานะเจ้าภาพ
ช่วงท้ายของงาน คุณอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก พูดไว้ว่า คนไทยมี “อะไรบางอย่าง” ที่พิเศษในการทุ่มเทดูแลเอาใจใส่ผู้มาเยือน
คนไทยเองอาจไม่รู้ตัว เพราะทำกันเป็นธรรมชาติ แต่ผู้คนจากทั่วโลกที่มาครั้งนี้สัมผัสได้ชัดเจน
ได้ฟังแล้วนึกถึงคนทำงานจำนวนมาก รวมทั้งน้องๆอาสาสมัคร ทั้งที่เห็นหน้าและอยู่ข้างหลัง ซึ่งช่วยกันดูแลแขกของประเทศตลอดสัปดาห์ครับ
อย่างที่สอง ในฐานะพาร์ตเนอร์ที่น่าลงทุนและทำธุรกิจด้วย
นักลงทุนและคนทำธุรกิจบางคนบอกว่า การมาครั้งนี้ทำให้เห็นศักยภาพของไทยที่มองไม่เห็นจากตัวเลขเพียงเดียว และอาจไม่รู้เลยหากไม่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง
จนทำให้รู้สึกว่า “Thailand is back”
อย่างที่สาม ในฐานะประเทศที่มีแนวคิดและประสบการณ์ให้โลกเรียนรู้
ภาพที่มีความหมายกับผมมาก คือช่วงที่คุณคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF อัญเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากล่าวบนเวทีต่อหน้าผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศ โดยมีการถ่ายทอดไปทั่วโลก
สำหรับคนทำงานข้างหลัง นี่คือโมเมนต์ที่ภาคภูมิใจและตื้นตันใจครับ
แน่นอนว่างานของเราไม่ได้จบลงใน 7 วันนี้ ความสนใจและความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นยังต้องสานต่อให้เป็นประโยชน์กับคนไทย
แต่การประชุมเพียงหนึ่งสัปดาห์นี้ ก็อาจทิ้งความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยไว้กับผู้คนจากทั่วโลกไปอีกนาน
และระหว่างที่โลกได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรา
เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองด้วย
ว่าแม้จะเจองานที่ใหญ่และยากจนตอนแรกนึกไม่ออกว่าจะสำเร็จได้อย่างไร เมื่อคนไทยร่วมมือกันและทุ่มเทอย่างเต็มที่ เราก็ทำได้ไม่แพ้ใครในโลก
วันข้างหน้าประเทศไทยยังมีโจทย์ยากอีกมาก อยากให้เก็บความรู้สึกนี้ไว้เป็นพลังให้เดินหน้าต่อ
ขอบพระคุณท่านรองนายกฯ เอกนิติ ที่ไว้วางใจและนำทีม และขอบคุณทุกทีมทั้งหน้าเวทีและหลังเวทีที่ช่วยสร้างประวัติศาสตร์หน้านี้ครับ