รู้จักภาวะ Acromegaly โรคพบได้ยาก ที่ต้องใช้เวลาสังเกตนาน อาการแบบใดควรเร่งพบแพทย์
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ฟอร์ด เอซ โซ่ เป็นนักดนตรีมือเบส ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ หลังได้รับกระดาษโน้ตจากคุณหมอท่านหนึ่ง พร้อมระบุว่า
“ขออนุญาตตามหาหมอที่เขียนกระดาษแผ่นนี้มาให้ผมที่งาน cat 7 มิถุนา ตอนนี้ผมเข้ารักษาผ่าตัดผ่านไปด้วยดี กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้วครับ อยากจะขอบคุณหมอเป็นการส่วนตัวจริงๆ ถ้าหมอไม่ทักคงไม่รู้จักโรคนี้และอาจไม่ได้รักษาจนเกิดอันตราย เพราะตัวผมไม่มีอาการเลย ขอให้ผมได้เจอหมอผู้มีพระคุณท่านนี้ด้วยครับ #คนเท่ #ในวันที่ฉันป่วย”
โดยในโน้ตดังกล่าว คุณหมอเขียนข้อความว่า “ขอโทษนะคะ เป็นหมอนะคะ พอดีสังเกตเห็นมือเบส ไม่แน่ใจว่ามีตรวจสุขภาพ หรือพบหมอเป็นประจำหรือเปล่าคะ สงสัยอยากให้ตรวจเพิ่ม ภาวะ acromegaly ค่ะ”
ภายหลังโพสต์ดังกล่าวก็ได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมคุณหมอท่านนี้ และแชร์ออกไปจำนวนมากเพื่อช่วยให้เจ้าของโพสต์ได้ขอบคุณคุณหมอ ซึ่งล่าสุดทางเจ้าของโพสต์ได้อัพเดตว่า “ผมได้ขอบคุณหมอเป็นการส่วนตัวแล้วครับ”
มติชนออนไลน์ ชวนทำความรู้จัก “โรคอะโครเมกาลี” พร้อมเปิดสาเหตุ วิธีสังเกตอาการ แนวทางการรักษาที่ควรรู้ เพราะถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ และสิทธิในการรักษา
- Acromegaly คือโรคอะไร
โรคอะโครเมกาลี (Acromegaly) คือ โรคเรื้อรังที่พบได้ยาก เกิดจากร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) มากเกินไป ส่งผลให้กระดูกและเนื้อเยื่อบางส่วนเจริญเติบโตผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณมือ เท้า และใบหน้า มักเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ที่กระดูกหยุดเจริญเติบโตด้านความยาวแล้ว
- สาเหตุของโรค Acromegaly (อะโครเมกาลี)
โรคอะโครเมกาลีเกิดจากเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงบริเวณต่อมใต้สมอง (Pituitary Adenoma) เป็นสาเหตุหลักถึงกว่า 98% ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดไม่ใช่มะเร็ง (Benign tumor) เป็นต่อมขนาดเล็กบริเวณฐานสมอง มีหน้าที่ผลิตและควบคุมฮอร์โมนสำคัญหลายชนิดในร่างกาย
เมื่อเกิดเนื้องอกที่ผลิตโกรทฮอร์โมนมากเกินไป จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมน IGF-1 (Insulin-like Growth Factor 1) เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กระดูกและเนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจกดเบียดเส้นประสาทตาบริเวณใกล้เคียง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะหรือการมองเห็นผิดปกติร่วมด้วย
- วิธีสังเกตอาการโรค Acromegaly (อะโครเมกาลี)
โรคอะโครเมกาลีมีลักษณะเด่นคือ ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายปี โดยอาการที่เกิดขึ้นได้ในกลุ่มผู้ป่วย ประกอบด้วย ดังนี้
- มือและเท้าใหญ่ขึ้นผิดปกติ นิ้วมือหนาขึ้น แหวนที่เคยสวมได้เริ่มคับ หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นขนาดใหญ่ขึ้น
- ใบหน้าและขากรรไกรเปลี่ยนแปลง โหนกคิ้วเด่นชัด คางยื่น จมูกและริมฝีปากใหญ่ขึ้น รวมถึงฟันเริ่มห่าง
- เหงื่อออกมากผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีเหงื่อออกมากกว่าปกติ แม้ไม่ได้ออกกำลังกายหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน
- ปวดข้อ มีอาการปวดตามข้อต่างๆ จากความผิดปกติของกระดูก กระดูกอ่อน และเนื้อเยื่อรอบข้อ
- ปวดศีรษะ อาจเกิดจากเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมอง หรือกลไกอื่นที่เกี่ยวข้องกับโรค
- อาการจากฮอร์โมนเพศทำงานลดลง ประจำเดือนผิดปกติในผู้หญิง หรือความต้องการทางเพศลดลง
- การมองเห็นภาพผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเนื้องอกมีขนาดใหญ่จนกดเบียดเส้นประสาทตา
- อ่อนเพลียรู้สึกเหนื่อยล้าหรือไม่มีแรงมากกว่าปกติ
- น้ำหนักเพิ่มขึ้น อาจพบร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและระบบเผาผลาญ
นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้การวินิจฉัยโรคอะโครเมกาลีล่าช้า เนื่องจากอาการเหล่านี้พบได้ในโรคทั่วไปเช่นกัน
- อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์
หากสังเกตว่ามือ เท้า หรือใบหน้ามีขนาดเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ ซึ่งอาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมน IGF-1 ตรวจการตอบสนองของโกรทฮอร์โมน
- แนวทางการรักษาโรค Acromegaly (อะโครเมกาลี)
โรคอะโครเมกาลีสามารถรักษาและควบคุมโรคได้ โดยผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ภาวะโรคสงบหลังการรักษา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก ระดับฮอร์โมน และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยการรักษามี 3 วิธี ได้แก่
- การผ่าตัดเนื้องอก เป็นวิธีรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก เพื่อช่วยลดการผลิตโกรทฮอร์โมนที่มากผิดปกติ
- การใช้ยา ช่วยลดการหลั่งโกรทฮอร์โมนหรือยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน
- การฉายรังสี อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายที่การผ่าตัดและการใช้ยา แต่ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเพียงพอ
- สิทธิการรักษาโรค Acromegaly (อะโครเมกาลี)
ปัจจุบันโรคอะโครเมกาลี ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มโรคที่สามารถใช้สิทธิรักษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งก็คือสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีอาการสงสัยหรือคิดว่าจะเป็นโรคนี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์ตามสิทธิรักษาได้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ จะทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้น และไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร โรคก็จะกำเริบรุนแรง ทำให้มีข้อแทรกซ้อนมีความพิการเกิดขึ้นได้มาก
ข้อสำคัญของโรคนี้ก็คือ ตรวจพบให้ได้โดยเร็วที่สุด และรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะทำให้ระดับฮอร์โมนของผู้ป่วยใกล้เคียงกับคนปกติ ข้อแทรกซ้อนต่างๆ ก็จะลดลง