ลดคนไม่พอ ต้องลดพฤติกรรม ที่เป็นปัญหาในระบบราชการด้วย
นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการลดจำนวนข้าราชการลง เนื่องจากรายจ่ายประจำของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีงบประมาณเหลือสำหรับการลงทุนและการช่วยเหลือประชาชนน้อยลง
ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว แต่การลดจำนวนข้าราชการนั้นไม่ควรใช้วิธีเหมารวม เพราะข้าราชการที่ทำงานดี มีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ ยังคงเป็นกำลังสำคัญของประเทศ
สิ่งที่ควรลดจึงไม่ใช่เพียงจำนวนคนแต่ควรลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ลดงานที่ซ้ำซ้อน และจัดการกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนงานที่สามารถทำได้รวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และมีมาตรฐานมากกว่าเดิม
ที่สำคัญ การลดจำนวนข้าราชการต้องไม่ทำให้คุณภาพการบริการให้บริการประชาชนลดต่ำลง
รัฐบาลจึงควรเร่งปรับระบบราชการ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานต่างๆ ให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ควรมีมาตรการจูงใจให้ข้าราชการที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสิทธิภาพ และมีความรับผิดชอบสูง ยังคงทำงานอยู่ในระบบราชการต่อไป
การปรับระบบราชการจึงต้องทำทั้งสองด้าน คือลดสิ่งที่ไม่จำเป็น และรักษาคนที่มีคุณค่าไว้
ข้าราชการเองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างจริงจัง และติดตามพฤติกรรมการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา ว่าทุ่มเท มีประสิทธิภาพ และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่หรือไม่
โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองหรือผู้บริหารในระดับต่างๆ ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่บริหารงานแล้ว ยังต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย
หากผู้บริหารปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทุ่มเทให้กับงาน รับผิดชอบต่อหน้าที่ และบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ย่อมเห็นเป็นแบบอย่างและจะปฏิบัติตาม
ตัวอย่างหนึ่งคือพฤติกรรมในการมาทำงาน
ข้าราชการระดับผู้บริหารบางตำแหน่งมีความจำเป็นต้องไปปฏิบัติงานนอกสถานที่หรือเข้าร่วมประชุมภายนอกอยู่เป็นครั้งคราว จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องลงชื่อปฏิบัติราชการตามเวลาปกติ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่บางคนได้ใช้เหตุนี้เป็นช่องทางทำงานสายเป็นประจำ ทั้งที่ไม่ได้ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่หรือเข้าไปประชุมที่ใด บางวันไปทำงานเกือบเที่ยง ก็ย่อมไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่
แม้อยู่ทำงานชดเชยจนถึงเย็นหรือค่ำ แต่หากทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องอยู่รอโดยไม่จำเป็น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงาน ขวัญกำลังใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชา
ผู้เขียนเห็นว่า ผู้บริหารที่ดีไม่ได้วัดกันที่การอยู่สำนักงานจนค่ำเพียงอย่างเดียว
แต่ควรวัดกันที่ผลสัมฤทธิ์ของงาน ความสามารถในการตัดสินใจ การมอบหมายงานอย่างเหมาะสม และการเคารพเวลาของผู้ร่วมงาน
หากผู้บริหารมีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพขององค์กร ก็ควรได้รับการประเมินและติดตามอย่างจริงจัง
หากได้รับคำแนะนำหรือตักเตือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถปรับปรุงตนเองได้ ก็ควรดำเนินการตามหลักเกณฑ์ด้านการบริหารงานบุคคลและวินัยอย่างจริงจัง
ก็ไม่ควรปล่อยให้ตำแหน่งบริหารกลายเป็นเกราะป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
นอกจากตัวผู้บริหารแล้ว ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปอีกระดับก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย
หากละเลยและไม่กำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ติดตามผลการปฏิบัติงาน หรือปล่อยให้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็ควรได้รับการตักเตือนและประเมินการปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน
อีกกลุ่มหนึ่งที่ควรติดตามพฤติกรรมการทำงานอย่างใกล้ชิด คือข้าราชการผู้ให้บริการประชาชน เพราะถือเป็นด่านหน้าของภาครัฐ
ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากไปติดต่อราชการโดยไม่รู้กฎหมาย ไม่เข้าใจระเบียบ หรือไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนต่างๆ ของทางราชการ
สิ่งที่ประชาชนผู้รับบริการควรได้รับคือคำแนะนำที่ถูกต้อง ความอดทน และการบริการด้วยความสุภาพ
แต่หากเจ้าหน้าที่แสดงอำนาจ ข่มขู่ ดุ ใช้วาจาไม่เหมาะสม จุกจิกกับเรื่องที่ไม่จำเป็น หรือปฏิเสธการให้ข้อมูล ทั้งที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ย่อมทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นระบบราชการ
และอาจทำให้มีความรู้สึกว่า ภาครัฐเป็นอุปสรรคมากกว่าเป็นผู้ให้บริการ
เรื่องเหล่านี้เทคโนโลยีสามารถช่วยได้อย่างมาก โดยเฉพาะงานที่ให้ข้อมูลตามกฎหมายหรือระเบียบที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน
เพราะระบบดิจิทัลสามารถช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ใช้มาตรฐานเดียวกัน และลดความแตกต่างในการให้บริการ รวมทั้งลดการใช้ดุลพินิจในขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีไม่ควรนำมาใช้เพียงเพื่อทดแทนกำลังคนหรือเพื่อลดจำนวนข้าราชการเท่านั้น แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพการบริการให้บริการประชาชน
ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ควรมีช่องทางสะท้อนความคิดเห็นและประเมินคุณภาพการให้บริการ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการปรับปรุงการทำงานและการประเมินบุคลากรด้วย
การปฏิรูประบบราชการจึงไม่ใช่เพียงการลดจำนวนข้าราชการเพื่อประหยัดงบประมาณ
แต่ต้องเป็นการสร้างระบบราชการที่คนทำงานดีต้องได้รับการรักษา คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับการประเมินอย่างจริงจัง งานที่ไม่จำเป็นก็ควรลดลง และเทคโนโลยีควรนำมาใช้อย่างเหมาะสม
แล้วประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการปฏิรูประบบราชการไม่ควรอยู่ที่ว่ามีจำนวนข้าราชการลดลง
แต่อยู่ที่ว่าข้าราชการที่มีอยู่ สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้ดีเพียงใด
พุธทรัพย์ มณีศรี
อดีตที่ปรึกษาระบบราชการ
(เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานบุคคล 10) สำนักงาน ก.พ.