คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangชัยนาท · เปลี่ยน

รถยนต์ไฟฟ้า : ของเก่าที่กลับมาใหม่ในรอบ 100 ปี

ที่มา: มติชน

หากผู้เขียนบอกท่านผู้อ่านว่าเมื่อ 129 ปีมาแล้ว รถแท็กซี่ที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นรถยนต์ไฟฟ้า มิใช่รถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินอย่างทุกวันนี้ หลายท่านอาจนึกว่าผู้เขียนจำประวัติศาสตร์ผิด แต่เรื่องนี้เป็นความจริงครับ เพราะเมื่อ พ.ศ.2440 หรือ ค.ศ.1897 นครนิวยอร์กมีรถแท็กซี่ไฟฟ้าให้บริการแล้ว และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือรถยนต์ไฟฟ้าในสมัยนั้นเคยมีอนาคตสดใสเสียจนใครๆ เชื่อว่าจะกลายเป็นพาหนะสำคัญของมนุษยชาติ แต่แล้วกลับพ่ายแพ้รถยนต์ใช้น้ำมันจนแทบสูญพันธุ์ไปจากท้องถนนเกือบศตวรรษ ก่อนจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน เรื่องนี้จึงเป็นหลักฐานว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะเสมอไป เพราะในโลกมนุษย์นั้นของดีมักแพ้ของถูก และของถูกก็อาจแพ้ของที่มีนายทุนหนุนหลังอีกทอดหนึ่ง

หากจะเล่าประวัติรถยนต์ให้เข้าใจง่ายๆ ก็ต้องเริ่มจากสมัยที่มนุษย์ใช้ม้าลากรถกันก่อน ข้อดีของม้าคือไม่ต้องเติมน้ำมันหรือเสียบปลั๊กชาร์จไฟ หิวก็เอาหญ้าให้กิน แต่ข้อเสียคือม้าต้องกินอาหารทุกวัน ไม่ว่าจะทำงานหรือไม่ก็ตาม แถมยังถ่ายมูลลงถนนอย่างไม่เกรงใจใคร ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นครนิวยอร์กมีม้าอยู่ประมาณ 150,000 ตัว ม้าแต่ละตัวถ่ายมูลวันละหลายกิโลกรัม ถนนจึงเต็มไปด้วยมูลม้า กลิ่นเหม็น และแมลงวัน เมื่อฝนตกก็กลายเป็นโคลนเละเทะ ชาวเมืองจึงหวังว่ารถยนต์จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ นับเป็นเรื่องน่าขันอยู่เหมือนกันว่า รถยนต์ซึ่งต่อมากลายเป็นตัวการสำคัญในการสร้างมลพิษทางอากาศนั้น แต่เดิมได้รับการต้อนรับในฐานะเครื่องมือรักษาความสะอาดของเมือง มนุษย์เรานี่ก็เก่งครับ แก้ปัญหาเก่าได้เมื่อไร มักสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมขึ้นมาแทน

เรื่องสนุกเริ่มขึ้นเมื่อวิศวกรชาวอเมริกันสองคน คือ เฮนรี มอร์ริส (Henry Morris) และ เปโดร ซาลอม (Pedro Salom) ร่วมกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าชื่อ Electrobat ซึ่งแปลตามความหมายของชื่อได้ทำนองว่า รถที่ใช้แบตเตอรี่เป็นกำลังขับเคลื่อน รถรุ่นแรกหนักมากเพราะแบตเตอรี่เป็นแบบตะกั่วกรด ซึ่งก็คือเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ใช้กันในรถยนต์ทั่วไปมาอย่างยาวนาน เพียงแต่มันใหญ่และหนักกว่ามาก ต่อมาทั้งสองพัฒนารถให้เบาลงจนสามารถใช้งานในเมืองได้สะดวก แล้วนำไปให้บริการเป็นรถแท็กซี่ในนครนิวยอร์กเมื่อ พ.ศ.2440 โดยเริ่มต้นด้วยรถเพียง 12 คัน แต่ภายในเดือนสิงหาคมปีนั้น รถทั้ง 12 คันวิ่งรวมกันกว่า 14,000 ไมล์ และรับส่งผู้โดยสารไปแล้วเกือบ 5,000 คน นับว่าไม่เลวเลยสำหรับธุรกิจรถแท็กซี่ที่เพิ่งเริ่มต้น ใน พ.ศ.2442 จำนวนแท็กซี่ไฟฟ้าก็เพิ่มเป็นมากกว่า 100 คันแล้ว ที่สำคัญคือบริษัทมีวิธีเปลี่ยนแบตเตอรี่โดยนำรถเข้าไปยังสถานีบริการซึ่งดัดแปลงจากลานสเก็ตน้ำแข็งเก่า ใช้เครื่องยกแบตเตอรี่ที่หมดไฟออกแล้วใส่แบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มเข้าไปแทน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที จากนั้นรถก็ออกไปรับผู้โดยสารต่อได้ทันที กล่าวอีกอย่างก็คือ แนวคิดการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ปัจจุบันถูกเสนอว่าเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้น คนอเมริกันทำกันมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ของไทยนั่นเอง

ใน พ.ศ.2451 เฮนรี ฟอร์ด เริ่มผลิตรถยนต์ Model Tออกจำหน่ายโดยใช้ระบบการผลิตจำนวนมาก และต่อมาใช้สายพานการประกอบรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้นทุนลดต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่ง พ.ศ.2455 รถยนต์ฟอร์ดใช้น้ำมันมีราคาประมาณ 650 ดอลลาร์ ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นราคาถึง 1,750 ดอลลาร์ แพงกว่ากันเกือบสามเท่า คนซื้อรถย่อมต้องคิดหนัก เพราะแม้รถไฟฟ้าจะเงียบ สะอาด และขับสบายเพียงใด แต่ถ้าต้องจ่ายเงินแพงกว่าเกือบสามเท่า คนธรรมดาก็คงหันไปซื้อรถใช้น้ำมันเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งกว่านั้นใน พ.ศ.2455 ชาร์ลส์ เคตเทอริง (Charles Kettering) ยังพัฒนาระบบสตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง ทำให้รถยนต์ใช้น้ำมันไม่ต้องอาศัยคนออกแรงหมุนเครื่องยนต์ด้วยมืออีกต่อไป ข้อได้เปรียบสำคัญของรถไฟฟ้าจึงหายไปทันที รถยนต์ใช้น้ำมันกลายเป็นรถที่สตาร์ตง่าย วิ่งได้ไกล และราคาถูกกว่า ขณะที่รถไฟฟ้าต้องแบกแบตเตอรี่ตะกั่วก้อนใหญ่หนักอึ้ง วิ่งได้ไม่ไกล และต้องเสียเวลาชาร์จไฟอีกหลายชั่วโมง ขณะเดียวกันอเมริกาก็ขุดพบน้ำมันปิโตรเลียมจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในรัฐเท็กซัส ทำให้น้ำมันเบนซินมีราคาถูก ปั๊มน้ำมันเริ่มผุดขึ้นตามถนนสายต่างๆ เหมือนร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยปัจจุบัน เมื่อรัฐบาลสร้างถนนเชื่อมต่อเมืองต่างๆ ผู้คนก็อยากขับรถเดินทางไกลขึ้น รถยนต์ใช้น้ำมันสามารถเติมน้ำมันแล้ววิ่งต่อได้ทันที ส่วนรถไฟฟ้าจะเดินทางข้ามรัฐก็ลำบาก เพราะนอกเมืองใหญ่หลายแห่งยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้บริษัทแท็กซี่ไฟฟ้าในนิวยอร์กเองก็ประสบปัญหาการบริหาร การขยายกิจการเกินกำลัง เรื่องอื้อฉาวทางการเงิน และอัคคีภัยครั้งใหญ่ ก่อนถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2450 ส่วนรถแท็กซี่ใช้น้ำมันก็เริ่มเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว กล่าวได้ว่ารถไฟฟ้าไม่ได้แพ้เพราะเครื่องยนต์ของมันไม่ดี แต่แพ้เพราะแบตเตอรี่ยังไม่ดีพอ ราคาสูงเกินไป และโครงสร้างพื้นฐานของสังคมหันไปสนับสนุนรถยนต์ใช้น้ำมันอย่างเต็มตัว ครั้นถึงราว พ.ศ.2478 รถยนต์ไฟฟ้าก็แทบจะหายไปจากตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เหลือแต่การใช้งานเฉพาะทางอยู่บ้าง

รถยนต์ใช้น้ำมันจึงครองโลกต่อมาเกือบร้อยปี แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้นก็นำปัญหาตามมามากมาย โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อภาวะโลกร้อน ยิ่งรถยนต์เพิ่มจำนวนมากเท่าไร การใช้น้ำมันก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ประเทศที่ไม่มีแหล่งน้ำมันของตนเองก็ต้องเสียเงินนำเข้าน้ำมันปีละมหาศาล อีกทั้งเมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลางหรือน้ำมันมีราคาแพงขึ้น เศรษฐกิจทั่วโลกก็ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า มนุษย์จึงเริ่มหันกลับมามองรถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนก้าวหน้าจนสามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้นในน้ำหนักที่น้อยลง บริษัทเทสลาเปิดตัวรถสปอร์ตไฟฟ้า Roadster เมื่อ พ.ศ.2551 ต่อด้วย Nissan LEAF ใน พ.ศ.2553 และรถไฟฟ้ารุ่นต่างๆ จากบริษัททั่วโลก รถไฟฟ้ารุ่นใหม่จึงวิ่งได้หลายร้อยกิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไม่มีหัวเทียน ไม่มีท่อไอเสีย และมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่ารถใช้น้ำมันมาก แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องราคาแบตเตอรี่ ระยะเวลาชาร์จไฟ และสถานีชาร์จที่ต้องพัฒนากันต่อไป เรียกว่ารถไฟฟ้ากลับมาเกิดใหม่ได้สำเร็จแล้ว แต่จะให้ยืนยาวก็คงต้องรออีกหน่อย

สำหรับประเทศไทยนั้น ปัญหาที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือเรื่องน้ำท่วม เพราะบ้านเราฝนตกหนักเพียงชั่วโมงเดียวมีความสามารถในการเปลี่ยนถนนเป็นคลองได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นผู้ใช้รถไฟฟ้าจึงกังวลกันมากว่า ถ้าน้ำท่วมลึกจนเข้าไปในแบตเตอรี่หรืออุปกรณ์แรงดันสูง ก็อาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและความเสียหายรุนแรงได้ โดยเฉพาะน้ำเค็มซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการกัดกร่อนและปัญหาทางไฟฟ้า รถที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักจึงต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนใช้งานหรือชาร์จไฟอีกครั้ง อย่างไรก็ตามรถยนต์ใช้น้ำมันก็ไม่ได้วิเศษไปกว่ากัน เพราะถ้าขับลุยน้ำลึกจนเครื่องยนต์ดูดน้ำเข้าไปในกระบอกสูบ ก็อาจเกิดอาการ Hydrolock ทำให้ก้านสูบคดและเครื่องยนต์พังเสียหายได้เหมือนกัน ดังนั้นคำถามว่ารถไฟฟ้ากับรถใช้น้ำมันอย่างไหนลุยน้ำเก่งกว่ากัน จึงตอบแบบเหมารวมไม่ได้ ต้องดูการออกแบบรถแต่ละรุ่นและระดับน้ำเป็นสำคัญ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือเมื่อถนนกลายเป็นแม่น้ำก็ไม่ควรขับรถลงไปทดลองว่ายน้ำ เพราะรถยนต์ไม่ว่าจะใช้พลังงานอะไรก็ไม่ได้เกิดมาเป็นเรือ

นอกจากนี้รถไฟฟ้าแม้ไม่มีควันออกจากท่อไอเสีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการผลิตแบตเตอรี่ต้องใช้แร่ธาตุและพลังงาน ส่วนไฟฟ้าที่นำมาชาร์จก็อาจผลิตจากการเผาถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ แม้โดยภาพรวมรถไฟฟ้าจะมีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุการใช้งานได้มากกว่ารถใช้น้ำมันก็ตาม การเปลี่ยนรถทั้งประเทศให้เป็นรถไฟฟ้าจึงไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ประเทศสะอาดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากยังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นส่วนใหญ่ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่เปลี่ยนเฉพาะรถยนต์แล้วประกาศว่าช่วยโลกสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

ประวัติศาสตร์รถยนต์ไฟฟ้าตลอดเวลากว่าร้อยปีจึงสอนให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้เดินหน้าเป็นเส้นตรง รถไฟฟ้าที่เคยรุ่งเรืองในนิวยอร์กเมื่อ พ.ศ.2440 ต้องพ่ายแพ้รถใช้น้ำมัน ต่อมาเมื่อมนุษย์พบว่าการเผาน้ำมันสร้างปัญหาแก่โลกมากมาย ก็หันกลับมาหารถไฟฟ้าอีกครั้ง นับเป็นการเดินทางอ้อมโลกทางเทคโนโลยีเพื่อกลับมาหาของเก่าที่บรรพบุรุษเคยใช้มาแล้ว

แต่ปัญหาของเมืองไทยไม่ใช่การเลือกระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์ใช้น้ำมันเสียแล้ว แต่เป็นการเลือกว่าในวันที่ฝนตกหนัก เราควรซื้อรถยนต์หรือซื้อเรือหางยาวไว้ใช้ไปทำงานจึงจะเหมาะสมกว่ากัน!

ความคิดเห็น