คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangชัยนาท · เปลี่ยน

รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล เปิดพื้นที่ตีความใหม่‘คนเดือนตุลา’ อำนาจและรอยแตกร้าว บทเรียนถึงนิวเจน

ที่มา: มติชน

รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

เปิดพื้นที่ตีความใหม่‘คนเดือนตุลา’

อำนาจและรอยแตกร้าว บทเรียนถึงนิวเจน

โดนรุมล้อมรอรับลายเซ็นอย่างคับคั่งจากหลากเจเนอเรชั่นที่ติดตามการเมืองไทยร่วมสมัย

จากอดีตระยะใกล้ จนถึงวันนี้

รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรากฏตัวในบูธ J02 ของ ‘สำนักพิมพ์มติชน’ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ในฐานะเจ้าของผลงาน The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand ที่มีชื่อฉบับภาษาไทยว่า ‘คนเดือนตุลา อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย’ แปลโดย ภิรมณ เชิญขวัญ, ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, ศิวพล ชมภูพันธุ์ และศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร

ย้อนไปเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา นักวิชาการท่านนี้ ขึ้นเวทีงานรำลึกครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนหน้านั้นเพียง 2 วันก็ขึ้นเวที ‘คนเดือนตุลา: จากผู้ถูกปราบ สู่ผู้กำหนดทิศทางสังคม’ ในงาน ‘50 ปี 6 ตุลา ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบ’ ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักพิมพ์มติชน ที่ห้อง ร.103 ณ ตึกรัฐศาสตร์ รั้วแม่โดม ท่าพระจันทร์

ไม่เพียงแค่รำลึก หากแต่มองอนาคตการต่อสู้ในวันข้างหน้าซึ่งย่อมมีคนรุ่นใหม่เป็นกลไกสำคัญ

และต่อไปนี้ คือถ้อยคำจากมุมมองของนักรัฐศาสตร์ท่านนี้ที่ย้ำว่า ผลงานข้างต้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากแต่เปิดพื้นที่ให้ตีความใหม่ ถอดบทเรียนจากคนเดือนตุลา สู่เจเนอเรชั่นถัดไป

‘คนเดือนตุลา’ เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองไทย

จุดเชื่อมรัฐ-การเมืองภาคประชาชน

ดิฉันเริ่มจากคำถามว่า อะไรที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทย ข้อสรุปคือ คนเดือนตุลานี่แหละคือจุดเชื่อมโยง การเมืองภาคประชาชนกับภาครัฐ คือกลุ่มคนที่เป็นกลไกขับเคลื่อน

ปรากฏการณ์ทั้งหมด ทำให้รู้สึกว่า เราตั้งคำถามผิดตั้งแต่ต้น การที่เคยมอง ‘คนที่เป็นวีรบุรุษทางการเมือง’ เรียกร้องประชาธิปไตย แต่หลายคนเดินลงไปสนับสนุนกระบวนการต่อต้านประชาธิปไตย และชี้หน้าประณามกันและกัน ด้วยข้อหาที่ตัวเองเคยโดนในเหตุการณ์เดือนตุลาคม

งานเล่มนี้ที่เขียน ได้รับแรงบันดาลใจ และเป็นกรอบที่ลองใช้ เล่มแรกคือ Freedom Summer โดย Doug McAdam ซึ่งพยายามทำความเข้าใจว่าขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้าย ใน Civil Rights Movement (ในสหรัฐอเมริกา หลังเลิกขบวนการ) ว่าชีวิตหลังจากนั้นเขาเป็นอย่างไร พยายามไปต่อ 30 ปีให้หลัง

เล่มที่สองคือ ‘Beyond the Barricades the Sixties Generation Grows Up’ ที่พยายามไปดูนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้า เติบโตไปเป็นคนแบบไหน อุดมการณ์อย่างไร ในการเป็นชนชั้นกลางที่ไม่มีบทบาทการเมืองเข้ามาเกี่ยว และ May’68 and Its Afterlives ซึ่งน่าสนใจและเป็นไกด์ไลน์ในงานของดิฉัน มันพยายามอธิบายว่า ชีวิตหลังเหตุการณ์การเมือง

ต่างหากที่ต้องศึกษา เพราะพวกเขามีการรื้อฟื้น เลือกจำ และเขียนความหมายใหม่ให้กับการปฏิวัติของพวกเขา จนปรากฏในรูปแบบเรื่องเล่าใหม่

งานชิ้นสุดท้ายน่าสนใจอย่าง ‘Utopia Unarmed’ ที่พยายามไปเข้าใจว่า ฝ่ายซ้ายหลังสงครามเย็น ในประเทศกำลังพัฒนา เมื่อเลิกจับอาวุธแล้วเขาทำอย่างไรกันต่อ

แตกต่าง หลากหลาย ขัดแย้งตั้งแต่ต้น

‘มันเป็นปัญหาของเราที่ไม่เข้าใจ’

จากทั้ง 4 เล่มนี้ ดิฉันประมวลเพื่อกลับมาทำความเข้าใจ ว่าคนเดือนตุลาเขาใช้ชีวิตอย่างไรหลังจากนั้น โดยพบว่า ประการแรก รากฐานและทุนทางชนชั้น ทำให้คนรุ่นนี้เป็นกลุ่มคนที่วิเศษมากในรุ่นของเขา การที่ได้เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ แม้ต้องถูกปราบปรามเข้าป่าไปหลายปี แต่ต้นทุนเหล่านี้ยังอยู่กับพวกเขา เมื่อการเมืองเปลี่ยนไป เขากลายเป็น Asset (สินทรัพย์) ที่สำคัญมากในทางการเมือง รวมถึงยังพัฒนาทักษะนักกิจกรรมฝ่ายซ้าย ในช่วงกว่า 10 ปีที่เข้าป่า

พวกเขาได้ทั้งเครือข่ายการเมือง ได้ทักษะการทำงานกับพรรคฝ่ายซ้าย พูดเป็นทั้งปัญหาชุมชน สหาย เข้าใจปัญหาชนกลุ่มน้อย แรงงาน ขณะเดียวกันก็มีภาษาชนชั้นกลางและสูง ที่ได้รับจากการเรียนในมหาวิทยาลัย เขาเป็นคนกลุ่มเดียวที่เขียนนโยบายเป็น เขียนสปีชทางการเมืองได้ และสามารถทำงานในกลุ่มธุรกิจที่ต้องการความเติบโตขึ้น

ไม่มีใครเหมาะกับการขยายตัวทางธุรกิจเท่าพวกเขา อยู่ดีๆ เกิดพรรค 20-30 พรรคทันทีหลังพฤษภาทมิฬ ดังนั้น เขาคือคนทำงานในทุกบทบาท ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตขึ้นของพรรคการเมือง ไม่ใช่แค่เป็นนักการเมือง เป็นทั้งหัวคะแนน เป็นคนร่าง Policy (นโยบาย) เขียนสปีช เป็นที่ปรึกษานักการเมืองในทุกพรรค ซึ่งล้วนต้องการคนเหล่านี้

แล้วทำไมเขาถึงได้ทะเลาะ แตกตัวและแตกข้าง Twist and Turn ได้ขนาดนี้ อะไรที่ทำให้คนอย่างคุณพ่อดิฉัน จากเดิมที่เล่าว่าใครฆ่านักศึกษา 6 ตุลาฯ แต่วันนึงกลับไปยืนอีกข้าง ซึ่งเป็นแรงผลักดันส่วนตัว ที่ไม่เข้าใจและอยากทำความเข้าใจ

ข้อค้นพบเบื้องต้นของดิฉัน มันเป็นปัญหาเรานี่แหละที่ไม่เข้าใจเขา จริงๆ แล้วพวกเขาแตกต่าง หลากหลาย ขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น อุดมการณ์มันหลากหลายมาก ไม่ใช่แค่ ‘เหมาอิสม์’ อย่างเดียว มันมีทั้งเสรีนิยม ซ้ายใหม่ แนวพุทธ แนวสันติวิธี มีทั้งแนวฝ่ายขวาอ่อนๆ ลองนึกถึงภาพวันที่ 14 ตุลาฯ สิ่งที่นักศึกษาในเหตุการณ์ถือนำขบวน ออกจากประตูธรรมศาสตร์ คืออะไร? คือพระบรมฉายาลักษณ์ ธงชาติ และธงค้อนเคียว แตกต่างหลากหลายกันมาตั้งแต่แรก แต่เราต่างหากที่อยู่ในกระบวนการสร้างความหมายใหม่ของเขา ที่เขาอยากจะกลับมาอยู่ร่วมกันให้ได้ ท่ามกลางความขัดแย้ง

ไม่ได้ให้คำตอบสุดท้าย แต่เปิดพื้นที่ ‘ตีความใหม่’

The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand

ส่วนตัวโตมากับคำว่า ‘คนเดือนตุลา’ ทั้งที่เขาทะเลาะกันมาตั้งแต่ต้น อยู่ในภาวะที่เราจะไม่สามารถจินตนาการถึงความเจ็บปวดในความขัดแย้งได้ว่า มันมากขนาดไหน ความขัดแย้งเหล่านี้ แม้ไม่ได้มีเหตุการณ์เหลือง-แดง ในวันหนึ่งความขัดแย้งของพวกเขาก็จะปะทุขึ้นมาอยู่ดี

อยากขอบคุณคนเดือนตุลาทุกท่าน ที่เปิดบ้านต้อนรับ เปิดเอกสารจำนวนมากเล่าบางเรื่องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด การทำงานชิ้นนี้จึงเต็มไปด้วยความเกร็ง มีมุมจำนวนมากที่ดิฉันไม่อาจรับรู้ หรืออาจบิดตามกาลเวลา เพราะพวกเขาอยู่ในประวัติศาสตร์ชุดใหม่ ที่พวกเขาเลือกเราอยากให้เราจำ

ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้คำตอบสุดท้ายในการตีความ แต่เปิดพื้นที่ ‘ตีความคนเดือนตุลาแบบใหม่’ ในมุมคนนอก อยากขอบคุณทีมแปลทุกคน และมติชน ที่เป็นกองบรรณาธิการให้ รวมถึงและ Juli Baker and Summer ที่ออกแบบปก แม้คนเจน Z อย่างเธอไม่เข้าใจคนเดือนตุลาก็ตาม

ฝ่ายซ้ายในพื้นที่อื่นๆ เขาเรียนรู้อะไรจากฝ่ายซ้ายไทย มรดกเหล่านี้มีคุณค่ามากๆ ให้เราเข้าใจประวัตินิพนธ์ที่ยังมีชีวิต และทำให้เราเข้าใจในวันนี้

‘แพ้แล้วไม่เลิก’ บทเรียนสู่คนรุ่นใหม่

‘ทุกสิ่งที่คุณสู้ ล้วนสร้างความเปลี่ยนแปลง’

ดิฉันแปลหนังสือเล่มนี้ เพื่อต้องการบอกให้คนรุ่นใหม่ ว่าบทเรียนของคนเดือนตุลาเขาเป็นคนที่ ‘แพ้แล้วไม่เลิก’ คือต้องบอกว่าคนรุ่นใหม่ที่เป็นนักกิจกรรมบ่นว่าตัวเองเบิร์นเอาต์ จากความพ่ายแพ้ในปี 2563 2564 แต่ลองนึกถึงคนเดือนตุลาคม ภาวะเบิร์นเอาต์ของเขา (Burnout) เขาแพ้ในป่า แม้ว่าไม่เหลืออะไรเลย แต่เขาไม่เลิก

คนเดือนตุลายังคงต่อสู้ต่อไปตามช่องทางที่ตัวเองมี คำว่า ‘แพ้แล้วไม่เลิก’ มันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงระยะต่อมา อาจไม่เกิดในรูปแบบ หรือเวลาที่เขาคาดหวัง แต่มันอาจเกิดจากการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในพรรคการเมือง ในโรงพยาบาล ในห้องข่าว ใน NGO ในหน่วยงานราชการ แต่คนพวกนี้ยังคงผลักดันการเปลี่ยนแปลงต่อไป แม้จะมองไม่เห็นความหวังเปลี่ยนแปลงได้ แต่หลังจาก 20-30 ปีหลังจากพวกเขาพ่ายแพ้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเปลี่ยนสังคมไปเยอะมาก ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

อยากบอกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ต้องการให้เรา Romanticized กับความพ่ายแพ้ เพราะชีวิตหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความประนีประนอม การเปลี่ยนแปลงทางความคิด ความเหลื่อมล้ำของชะตากรรมของผู้ที่แพ้ ไม่ได้หมายความว่า กลับมาสู้ได้ทันที และความขัดแย้งเหล่านี้อาจจะพาพวกคุณ คนรุ่น 63 มาพบกับความขัดแย้งในอนาคตของพวกคุณกันเอง

แต่สิ่งที่บทเรียนหนังสือเล่มนี้ อยากชวนคนรุ่นใหม่มองผ่านชีวิตคนเดือนตุลา ‘คนในขบวน ไม่ต้องคิดเหมือนกันตลอดเวลา’ ความแตกต่างเป็นเรื่องปกติและจำเป็น แต่คำถามคือจะสร้างวัฒนธรรมและกติกาของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงอย่างไร ให้ไม่นำไปสู่การไม่ฟังเสียงกันและกัน

ไม่ทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามหมดความเป็นมนุษย์ และไม่ใช้อดีตอันกล้าหาญ เป็นใบการันตีความถูกต้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปตลอดกาล คือสิ่งที่อยากจะฝาก และหนังสือเล่มนี้ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ในการเรียนรู้ 6 ตุลาฯ

ทุกสิ่งที่คุณต่อสู้ มันสร้างการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ทีมข่าวเฉพาะกิจ – เรื่อง

เจตน์สฤษฎิ์ ชยธาดาธนะสกุล – ภาพ

⦁ คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย

(The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand: Power and Conflict among Former Left-Wing Student Activists in Thai Politics)

ผู้เขียน : กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

แปลโดย : ภิรมณ เชิญขวัญ, ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, ศิวพล ชมภูพันธุ์, ศุภเกียรติ ศุภศักดิ์ศึกษากร

หนังสือเล่มนี้พยายามวิเคราะห์ประวัติของนิสิตนักศึกษาที่มีบทบาททางการเมืองในช่วงทศวรรษ 2510 โดยเฉพาะในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 หรือที่เรารู้จักในนาม ‘คนเดือนตุลา’ นับตั้งแต่ในช่วงอดีตจนถึงปัจจุบัน

หลังจากที่พวกเขาถูกล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลายคนหันไปหาแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในพื้นที่ป่าเขา แต่หลังการผ่านแพ้ของ พคท. และการเบ่งบานขึ้นของประชาธิปไตยในการเมืองไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2520 พวกเขาก็หันกลับสู่เมือง และเริ่มกลับเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองและโลกธุรกิจ

ในช่วงทศวรรษ 2530 เราเริ่มได้เห็นการกลับมาของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในสภา หรือการเมืองบนท้องถนน คนเดือนตุลาหลายต่อหลายคนมีบทบาทในฐานะแกนนำ บ้างก็ในฐานะผู้สนับสนุนในหลายห้วงการเมืองเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทย ไม่ว่าจะเป็นในขบวนการชนชั้นกลางในเมืองเรียกร้องประชาธิปไตยใน พ.ศ.2535 ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่หลากหลายในช่วงตลอดทศวรรษ 2530 ขบวนการปฏิรูปการเมืองในช่วงปลายทศวรรษ 2530 และการเติบโตของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

นอกจากนั้นคนเดือนตุลายังสามารถเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางการเมืองของพวกเขาให้กลายเป็น “พลังแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ในขณะเดียวกันพวกเขาลบภาพความเป็นซ้าย และปรับให้เป็น “พลังฝ่ายก้าวหน้า” ที่พยายามต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรมทางสังคม

อย่างไรก็ดี ในช่วงตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาอดีตนักศึกษานักกิจกรรมเหล่านี้กลับต้องเผชิญกับความแตกแยก ท่ามกลางการเติบโตขึ้นของพรรคไทยรักไทย และความขัดแย้งระหว่างขบวนการเสื้อเหลืองต่อต้านทักษิณกับขบวนการเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลไทยรักไทย

คนเดือนตุลาแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ยืนยันปกป้องจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายตน และโจมตีเพื่อนคนเดือนตุลาที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ว่าจะเป็นคนเดือนตุลาในกลุ่มเสื้อเหลืองหรือแดง ต่างก็ประณามเพื่อนของเขาที่เลือกสนับสนุนขบวนการฝั่งตรงข้ามว่าเป็นผู้ทรยศต่ออุดมการณ์ของคนเดือนตุลา

ในการตอบคำถามเรื่องความขัดแย้งครั้งใหญ่ในกลุ่มคนเดือนตุลานั้น งานชิ้นนี้ย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศทางการเมืองที่ส่งผลต่อการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลทักษิณ และการก่อตัวขึ้นของการระดมมวลชนเพื่อสนับสนุนขบวนการต่อต้านทักษิณในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ว่าเป็นเงื่อนไขบั่นทอนและทำลายความเป็นเอกภาพอย่างหลวมระหว่างคนกลุ่มเดือนตุลาที่เคยมีก่อนหน้านี้ รวมถึงสร้างแรงกดดันและความขัดแย้งใหม่ขึ้น

สารบัญ

1 บทนำ: การฟื้นตัวของคนเดือนตุลาในการเมืองไทยร่วมสมัย

2 การปรากฏตัว วิวัฒนาการ และการเสื่อมถอยของขบวนการนักศึกษาไทยในช่วงทศวรรษ 2510-2520

3 การรื้อฟื้นและการก่อร่างสร้างตัวของความเป็นคนเดือนตุลา จาก “นักศึกษาฝ่ายซ้ายผู้พ่ายแพ้” สู่ “คนเดือนตุลา-นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแห่งทศวรรษ 2510”

4 การกลับมาของคนเดือนตุลาในการเมืองรัฐสภาช่วงทศวรรษ 2530

5 การกลับมาของคนเดือนตุลาในการเมืองนอกสภาช่วงทศวรรษ 2530

6 คนเดือนตุลาและการเติบโตของรัฐบาลไทยรักไทย

7 คนเดือนตุลากับความขัดแย้งเสื้อเหลือง-แดง

8 บทสรุป

ความคิดเห็น