“ทวี” ลงพื้นที่นิคมฯ ฮาลาลปะนาเระ ปัตตานี รับฟังปัญหาเอกชนเช่าที่ร้างเลี้ยงไก่ แบกต้นทุนไม่ไหว หลังค่าไฟพุ่งสูงเดือนละเฉียดแสน จี้รัฐเร่งอุ้มก่อนเจ๊ง
วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ได้ร้องขอความช่วยเหลือกรณีการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ตั้งอยู่ ณ ตำบลน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี หลังเผชิญปัญหาอุปสรรคด้านต้นทุนสาธารณูปโภคและการปรับปรุงพื้นที่ จนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและการดำเนินกิจการ
ภายหลังรับทราบปัญหา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมคณะ ได้นำทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อรับฟังข้อเรียกร้องและสภาพปัญหาจริงจากกลุ่มผู้ประกอบการ
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้ามาเช่าพื้นที่ดำเนินกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ ระบุว่า ก่อนเริ่มดำเนินงานได้เข้าตรวจสอบสภาพอาคารเดิม ซึ่งในอดีตเคยเป็นโรงงานแปรรูปปลากะตักที่ถูกปล่อยทิ้งร้างจนทรุดโทรม จึงได้วางแผนปรับปรุงอาคารเก่าให้กลับมาเป็นโรงงานผลิตอาหาร พร้อมเตรียมงบประมาณลงทุนจัดซื้อเครื่องจักรเข้ามาติดตั้งเบื้องต้นไม่เกิน 20 ล้านบาท เพื่อรองรับการแปรรูปผลผลิตและขยายตัวของฟาร์ม
อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานคือ ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงผิดปกติ โดยผู้ประกอบการเปิดเผยว่า เดิมทีค่ากระแสไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ต่อมามีการประสานงานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าตรวจสอบระบบ พบข้อผิดพลาดเรื่องการเดินสายไฟฟ้าผิดไปหนึ่งเส้น ทว่าหลังการแก้ไขและเชื่อมต่อระบบสายไฟใหม่ ค่าไฟฟ้ากลับดีดตัวขึ้นเกือบเท่าตัวเป็นประมาณ 80,000 บาทต่อเดือน
“ที่ผ่านมาเราต้องการให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน แต่กระบวนการรองบประมาณมีความล่าช้า เอกชนไม่สามารถรอระบบราชการได้ จึงจำเป็นต้องควักเงินลงทุนเบื้องต้นไปเองก่อนเพื่อให้กิจการเดินหน้าได้ หากภาครัฐไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาหรือแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้โดยเร็ว เอกชนที่ตั้งใจเข้ามาลงทุนจะไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้ และเสี่ยงที่จะต้องปิดตัวลงในที่สุด” ตัวแทนผู้ประกอบการระบุ
ภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบและรับฟังข้อมูลจากภาคเอกชน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ระบุว่าการแก้ปัญหาครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญคือ “รัฐต้องมาช่วย ไม่งั้นล้ม” เพราะนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ถูกปล่อยปละละเลยมานาน เมื่อมีเอกชนกล้าเสี่ยงเข้ามาลงทุนเพื่อสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาครัฐทั้งส่วนกลางและหน่วยงานกำกับดูแลระดับพื้นที่ต้องเร่งเข้ามาปลดล็อกอุปสรรค ทั้งเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบกระแสไฟฟ้า และมาตรการจูงใจทางการเงิน ไม่ใช่ปล่อยให้เอกชนแบกรับต้นทุนความผิดพลาดของระบบเพียงลำพัง
เสียงสะท้อนจากนิคมฯ ฮาลาลปะนาเระครั้งนี้ จึงไม่เพียงตอกย้ำภาพความล้มเหลวในการบริหารจัดการพื้นที่ร้างของรัฐ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า ภาครัฐจะจริงใจและยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มภาคเอกชนที่ยอมแบกความเสี่ยงเพื่อปากท้องของคนในพื้นที่ได้ทันท่วงที หรือจะปล่อยให้ความตั้งใจนี้มอดดับไปพร้อมกับภาระหนี้สิน