สองยักษ์ใหญ่ แสนสิริ – ไทยพาณิชย์ เปิดเวทีรวมพลังซัพพลายเชนอสังหาฯ ติดสปีดการเติบโตด้วย “Sustainable Financing”วงเงินสนับสนุนจากไทยพาณิชย์กว่า 2 พันล้าน
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดงาน“Synergy for SME Sustainable Success: ผนึกพลัง ขับเคลื่อน SME สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน” ณ สิริ แคมปัส เพื่อจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย
โดยได้รับเกียรติจาก นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ปาฐกถาพิเศษฉายภาพรวมการเปลี่ยนแปลง ความท้าทายและโอกาสของภาคธุรกิจ ว่า “แสนสิริมีความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคารไทยพาณิชย์มาอย่างยาวนาน ไทยพาณิชย์ให้การสนับสนุนทางการเงินมาโดยตลอดกว่า 20 ปี ทั้งในยามวิกฤตและช่วงที่เติบโต
“สถานการณ์ปัจจุบันจะบอกว่าเลวร้ายกว่าปี 2540 หรือป่าว ก็คงไม่ มีดัชนีชี้วัดหลายตัว ที่น่าเป็นห่วง คือ หนี้ครัวเรือนสูง 90% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ทำให้เราไม่สามารถขายของได้ และโอนไม่ได้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาใหญ่มาก”
ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความท้าทาย แสนสิริและไทยพาณิชย์ มุ่งเน้นที่จะร่วมมือกันหาแนวทางช่วยเหลือและประคับประคองผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถก้าวผ่านวิกฤตและเติบโตไปด้วยกันได้
สำหรับกลุ่ม SME เป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคการผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงมีความเชื่อมโยงทางซัพพลายเชนกับธุรกิจขนาดใหญ่ และสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด
นายเศรษฐา กล่าวว่า “เราทุกคนต้องตระหนักคือการกลับมาตั้งต้นที่รากฐานสำคัญ 3 ประการในประกอบธุรกิจ ได้แก่ การบริหารกระแสเงินสด ซึ่งเป็นหัวใจแห่งความอยู่รอด ในวันที่เศรษฐกิจคาดเดาได้ยาก วินัยทางการเงินและการวางแผนที่รัดกุมคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ถัดมาคือความผูกพันและรักษาสัญญา
ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ทั้งผู้ว่าจ้างรายใหญ่ ผู้รับจ้างรายย่อย ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพราะความเชื่อใจ คือต้นทุนที่แพงที่สุดและขาดไม่ได้ในยามวิกฤต และท้ายที่สุดคือความรับผิดชอบในการประคองกันให้รอดคือสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ หากคนตัวเล็กในระบบสะดุดล้ม คนตัวใหญ่ก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้เช่นกัน
หน้าที่ของผู้นำและองค์กรขนาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่การเดินหน้าให้เร็วที่สุด แต่คือการยื่นมือเข้าไปสนับสนุน ช่วยเหลือและประคับประคองพันธมิตรทุกราย ให้ก้าวข้ามความท้าทายและเติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกันการปรับตัว พึ่งพาตนเองให้ได้ในทุกสถานการณ์ การไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา มีความยืดหยุ่นในการปรับตัว และพยายามหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตอยู่เสมอ ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง”
ด้านนายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยวิสัยทัศน์การผสานพันธมิตรเพื่อเสริมแกร่งให้แก่ซัพพลายเชน ว่า โลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิจิทัล การประยุกต์ใช้ AI พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญมากขึ้น
ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ในห่วงโซ่อุปทาน ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นสำคัญที่ถูกหารือบนเวทีโลกเกี่ยวกับการยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการ ทั้งการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ การสร้างความพร้อมรับมือกับความผันผวนผ่านแนวทางด้านความยั่งยืน และการขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Value Chain Ecosystem และมุ่งสู่การเป็น Business Value Chain Partner ที่ช่วยเชื่อมโยงโอกาส เครือข่าย และศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าและพันธมิตรตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่สะท้อนบทบาทของซัพพลายเชน ต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจน คืออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีห่วงโซ่มูลค่าขนาดใหญ่และมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก กำลังเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งต้นทุนที่ผันผวน การขาดแคลนแรงงานทักษะ และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีก่อสร้างสมัยใหม่
“ธนาคารไทยพาณิชย์ และ แสนสิริ จึงร่วมมือกันจัดงาน “Synergy for SME Sustainable Success: ผนึกพลังขับเคลื่อน SME สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน” เพื่อเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ให้สามารถรับมือกับความท้าทายในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการเข้าถึงแหล่งทุนที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่”
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากโจทย์ความท้าทายดังกล่าว ในส่วนของแสนสิริเราได้ริเริ่มสร้างกลยุทธ์ในด้านความยั่งยืนมากว่า 10 ปี หรือปัจจุบันเราเรียกว่า ESG เราพบว่ากลุ่มที่เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนคือกรีนพาร์ตเนอร์และความร่วมมือใน Ecosystem
“เราตระหนักดีว่าธุรกิจหลักของแสนสิริคือการนำส่งที่อยู่อาศัย ซึ่งมี Value Chain และ Supply Chain ที่ยาวและครอบคลุมธุรกิจหลากหลาย โดยแสนสิริได้นำโมเดล Green Supply Chain มาประยุกต์ใช้ ผ่าน 3 แกนหลัก ประกอบด้วย 1.พัฒนาสินค้าตอบโจทย์อนาคต อย่าง การลดพลังงาน คาร์บอนต่ำ สร้างสุขภาวะที่ดี สร้างบ้าน
2.การบริหารความเสี่ยง ด้าน ESG และ3.การจัดการห่วงโซ่อุปทาน มีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 4,000 ราย ทั้งหมดคือฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าให้กับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ เพราะเป็นภาคธุรกิจที่มีธุรกิจอื่นต่อเนื่องอีกมากมาย รวมไปถึงการว่าจ้างแรงงาน”
นายอุทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “แสนสิริ เราไม่ได้แค่มุ่งเป้าลดคาร์บอนขององค์กรลง 20% ในปี 2025 และมุ่งสู่ Net-Zero ในปี 2050 เท่านั้น แต่ความท้าทายเรื่องทรัพยากร ต้นทุนวัตถุดิบ และคุณภาพชีวิตแรงงาน คือปัจจัยที่รอไม่ได้ หากธุรกิจไม่ปรับตัวย่อมส่งผลสะเทือนถึงกันหมด
แสนสิริพร้อมสนับสนุนพันธมิตรสีเขียว (Green Partner) ทุกรายให้ เปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นโอกาสทางธุรกิจ และที่สำคัญ เรายังได้ธนาคารไทยพาณิชย์ สถาบันการเงินชั้นนำมาร่วมผนึกกำลังติดอาวุธทางความรู้และมอบโซลูชันทางการเงินให้กับคู่ค้าของแสนสิริในหลายรูปแบบ
ทั้งสินเชื่อเพื่อธุรกิจโดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และวงเงินสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ หรือ Sustainable Finance เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตของคู่ค้าแสนสิริในการติดสปีดธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
อย่างไรก็ดีการจัดงานในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
พร้อมสนับสนุนคู่ค้าของแสนสิริให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากไทยพาณิชย์ ด้วยวงเงินสนับสนุนกว่า 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย วงเงินกู้ระยะยาวและวงเงินทุนหมุนเวียนเพื่อธุรกิจ (แบบมีหลักประกัน) อัตราดอกเบี้ยพิเศษ*
และ สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ** (Sustainable Financing) วงเงินกู้รวมสูงสุด 50 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนหรือปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การติดตั้งระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบบำบัดน้ำเสีย และเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ
** สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ (Sustainable Financing) อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.50% (ปีแรก) สำหรับลูกค้าที่ได้รับอนุมัติภายใน 31 ธันวาคม 2569 วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการด้าน Green Activities เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดน้ำเสีย อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด