คืนวันเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ไม่ได้มีเพียงผลแพ้ชนะในแต่ละรัฐให้ติดตาม แต่ยังมีตัวเลขจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งสำคัญ ซึ่งอาจสะท้อนกระแสการเมืองว่าพรรคใดจะมีโอกาสกุมเสียงข้างมากในสภา
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ มีการแข่งขันหลายระดับ ตั้งแต่ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงสภานิติบัญญัติของแต่ละรัฐ ทำให้การติดตามผลในคืนวันเลือกตั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม มีตัวชี้วัดสำคัญ 6 ประการที่อาจช่วยให้เห็นภาพว่า พรรคการเมืองใดกำลังได้เปรียบ และทิศทางการควบคุมสภาคองเกรสจะเป็นอย่างไร
1. ผลเลือกตั้งช่วงแรกสะท้อนคะแนนรีพับลิกันและเสียงชาวลาติน
รัฐอินเดียนาและเคนทักกีจะเริ่มมีผลเลือกตั้งทยอยออกมาในช่วง 18.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ขณะที่รัฐฟลอริดาซึ่งมีพื้นที่อยู่ในทั้งเขตเวลาฝั่งตะวันออกและตอนกลาง จะเริ่มเห็นผลการแข่งขันในหลายเขตเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ช่วง 19.00 น. ส่วนผลการเลือกตั้งระดับรัฐ เช่น วุฒิสมาชิกและผู้ว่าการรัฐ อาจยังไม่สามารถประกาศผู้ชนะได้จนกว่าจะถึงเวลาอย่างเร็วที่สุด 20.00 น.
เขตเลือกตั้งที่ควรจับตาในช่วงแรก ได้แก่ เขตที่ 5 ของรัฐอินเดียนา เขตที่ 6 ของรัฐเคนทักกี และเขตที่ 22 กับ 27 ของรัฐฟลอริดา
เขตที่ 5 ของอินเดียนาและเขตที่ 6 ของเคนทักกี เป็นพื้นที่ที่พรรครีพับลิกันครองที่นั่งอยู่ แต่การแข่งขันในรอบนี้สูสีมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นการหาเสียง หากผลออกมาสูสีหรือผู้สมัครเดโมแครตมีคะแนนนำ อาจเป็นสัญญาณว่าฐานเสียงรีพับลิกันออกมาใช้สิทธิไม่มากเท่าที่คาด และกระแสสนับสนุนเดโมแครตกำลังขยายตัว
ส่วนเขตที่ 22 ของฟลอริดาเดิมเป็นพื้นที่ของเดโมแครต แต่มีการปรับเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่จนเอื้อประโยชน์ต่อรีพับลิกัน ขณะที่เขตที่ 27 เป็นพื้นที่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยชนะด้วยคะแนนทิ้งห่างเป็นตัวเลขสองหลักในการเลือกตั้งปี 2024 และมีประชากรเชื้อสายลาตินจำนวนมาก ผลในเขตนี้จึงเป็นอีกตัวชี้วัดสำคัญว่า ชาวลาตินจะลงคะแนนไปในทิศทางใด
2. รีพับลิกันจะได้คะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระอย่างน้อย 46% หรือไม่
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ (Independent voters) เป็นกลุ่มสำคัญที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ แต่โดยทั่วไปมีแนวโน้มออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าในการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี
ในอดีต พรรครีพับลิกันจำเป็นต้องได้รับคะแนนสนับสนุนจากกลุ่มนี้ในสัดส่วนที่สูงกว่ายุคโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวอย่างเช่น มิตต์ รอมนีย์ เคยได้คะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระถึง 55% ในการเลือกตั้งปี 2012 แต่ก็ยังพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างทางการเมืองของสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวในกลุ่มแรงงานมีแนวโน้มสนับสนุนทรัมป์มากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้ที่ระบุตัวเองว่าเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตลดลง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวที่มีการศึกษาสูงขยับไปสนับสนุนเดโมแครตมากขึ้น
นับตั้งแต่ทรัมป์เข้าสู่เวทีการเมือง พรรครีพับลิกันมักทำผลงานได้ดีเมื่อได้รับคะแนนจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระอย่างน้อย 46% แต่หากทำได้ต่ำกว่าระดับดังกล่าว ก็มักประสบความพ่ายแพ้ ดังนั้นตัวเลขนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเกณฑ์ที่ต้องจับตาในคืนวันเลือกตั้ง
3. คะแนนเสียงชาวแอฟริกันอเมริกันในรัฐสำคัญ
การแข่งขันชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิกในรัฐมิชิแกนมีความสำคัญต่อการควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา หากรีพับลิกันสามารถพลิกเอาชนะและยึดที่นั่งนี้ได้ จำนวนที่นั่งที่เดโมแครตต้องพลิกกลับมาชนะจากรีพับลิกันเพื่อควบคุมวุฒิสภาจะเพิ่มจาก 4 ที่นั่งเป็น 5 ที่นั่ง
สำหรับอับดุล เอล-ซาเยด ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต คะแนนเสียงของชาวแอฟริกันอเมริกันในเวย์นเคาน์ตีถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่เมืองดีทรอยต์และบริเวณโดยรอบ หากเขาสามารถทำคะแนนได้สูงในพื้นที่ดังกล่าว ก็ยังมีโอกาสคว้าชัยชนะ แต่หากทำได้ไม่ดีพอ เส้นทางสู่ชัยชนะก็จะยากขึ้น เพราะพื้นที่นี้ถือเป็นจุดอ่อนที่เขาต้องเผชิญ
นับตั้งแต่ยุคทรัมป์ พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้คะแนนในเวย์นเคาน์ตีอย่างน้อย 68% จึงจะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งในรัฐมิชิแกน ยกเว้นกรณีที่ผู้สมัครสามารถทำคะแนนได้ดีเกินคาดในเขตชานเมือง เช่น เอลิสซา สลอตคิน วุฒิสมาชิกเดโมแครตที่ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งปี 2024
สถิติผลคะแนนของเดโมแครตในเวย์นเคาน์ตีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ผู้สมัครที่ชนะในรัฐมิชิแกนมักทำคะแนนได้สูงในพื้นที่นี้ เช่น โจ ไบเดน ได้ 68% ในปี 2020 และผู้สมัครวุฒิสมาชิกเดโมแครต เด็บบี สตาเบเนาว์ ได้ 69% ในปี 2018 ขณะที่คามาลา แฮร์ริส ได้ 62% ในปี 2024 แต่แพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดี
4. ส่วนต่างคะแนนในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยหนุ่มสาว
กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18-29 ปี เป็นอีกกลุ่มที่มีความสำคัญต่อพรรคเดโมแครต แต่ปัญหาคือคนวัยนี้ออกมาใช้สิทธิลดลงอย่างมากในการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี
นับตั้งแต่ปี 1992 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยหนุ่มสาวที่ลงทะเบียนไว้เฉลี่ย 43% ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ตัวเลขลดลงเหลือเพียง 21% หรือประมาณ 1 ใน 5 ในการเลือกตั้งกลางเทอม
อย่างไรก็ตาม คะแนนเสียงของคนกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อความสำเร็จของเดโมแครต ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อผู้สมัครเดโมแครตทำคะแนนเหนือรีพับลิกันในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18-29 ปี มากกว่า 20 จุดเปอร์เซ็นต์ พรรคมักทำผลงานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือเพิ่มจำนวนที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม
ข้อยกเว้นคือการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2022 ซึ่งรีพับลิกันชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร แต่เดโมแครตกลับได้ที่นั่งในวุฒิสภาเพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง โดยคะแนนสนับสนุนจากคนหนุ่มสาวที่เดโมแครตทำได้สูงอาจช่วยลดขนาดความสูญเสียของพรรค ซึ่งเดิมอาจรุนแรงกว่านั้น
สถิติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ในปี 2018 เดโมแครตนำรีพับลิกันในกลุ่มวัย 18-29 ปี ถึง 35 จุดเปอร์เซ็นต์ และสามารถชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรได้ ส่วนปี 2020 พรรคได้คะแนนนำ 25 จุดเปอร์เซ็นต์ ก่อนโจ ไบเดน คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ขณะที่ปี 2024 ส่วนต่างลดลงเหลือเพียง 11 จุดเปอร์เซ็นต์ และทรัมป์เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี
5. ศึกเท็กซัส จับตาคะแนนต่างระหว่างผู้สมัครรีพับลิกัน และเสียงชาวลาตินทางตอนใต้
รัฐเท็กซัสเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่น่าจับตา โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างเจมส์ ทาลาริโก ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต กับคู่แข่งจากรีพับลิกัน ซึ่งมีเคน แพ็กซ์ตัน เป็นผู้สมัครชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิก
แม้ผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักจะชี้ว่าทาลาริโกมีคะแนนนำ แต่ก็ยังมีข้อกังขาว่าคะแนนนำดังกล่าวจะเพียงพอต่อชัยชนะหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา ผลสำรวจในเท็กซัสมักประเมินคะแนนของรีพับลิกันต่ำกว่าความเป็นจริง
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2018 เบโต โอรูร์ก จากเดโมแครต เคยได้รับกระแสสนับสนุนอย่างมากในการลงชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกกับเท็ด ครูซ จากรีพับลิกัน ซึ่งขณะนั้นมีคะแนนนิยมไม่สูงนัก แต่สุดท้ายครูซก็ยังชนะ แม้จะมีคะแนนนำไม่ถึง 3 จุดเปอร์เซ็นต์
ที่สำคัญคือ ไม่มีผู้สมัครจากเดโมแครตคนใดชนะการเลือกตั้งระดับรัฐในเท็กซัสมาตั้งแต่ปี 1994 และไม่มีผู้สมัครจากพรรคนี้ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกจากเท็กซัสมานานถึง 38 ปีแล้ว ขณะที่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ทรัมป์ยังชนะรัฐนี้ด้วยคะแนนทิ้งห่างถึง 14 จุดเปอร์เซ็นต์
หากทาลาริโกต้องการสร้างประวัติศาสตร์ กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องจับตาคือชาวรีพับลิกันและชาวลาติน โดยเคน แพ็กซ์ตัน เป็นผู้สมัครที่มีคะแนนนิยมไม่ดีนัก ขณะที่เกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐจากรีพับลิกัน แม้จะเผชิญการแข่งขันที่สูสีเช่นกัน แต่ถูกมองว่ายังมีสถานการณ์ที่ดีกว่าแพ็กซ์ตัน
ในการเลือกตั้งปี 2018 เท็ด ครูซ ได้คะแนนน้อยกว่าแอบบอตต์ประมาณ 400,000 คะแนน แต่ยังชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนนำมากกว่า 200,000 คะแนน ดังนั้น หากในการเลือกตั้งครั้งนี้ แอบบอตต์ได้คะแนนมากกว่าแพ็กซ์ตันเกิน 400,000 คะแนน ก็อาจเป็นสัญญาณที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ทาลาริโก
อีกปัจจัยสำคัญคือคะแนนเสียงชาวลาตินในเท็กซัสตอนใต้ โดยในการเลือกตั้งปี 2018 เบโต โอรูร์ก ได้รับคะแนนจากชาวลาตินทั่วทั้งรัฐ 64% และผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้คิดเป็น 26% ของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด หากทาลาริโกทำคะแนนได้สูงกว่าตัวเลขทั้งสองระดับ ก็อาจเป็นเส้นทางสู่ชัยชนะของเขา
พื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ เคาน์ตีคาเมรอน ซึ่งโอรูร์กเคยได้คะแนน 63% อีดัลโก 69% เว็บบ์ 71% และนูเอเซส 51% นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเขตชานเมืองรอบเมืองดัลลัสที่มีประชากรจำนวนมากและเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้แก่ คอลลิน ซึ่งเคยได้ 47% เดนตัน 46% และแทร์แรนต์ 51%
6. สัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ระบุตัวเองว่าเป็นเดโมแครต
อีกหนึ่งตัวเลขที่อาจบอกทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ได้ คือสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิที่ระบุว่าตนเองเป็นสมาชิกหรือผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต จากผลสำรวจหลังปิดหีบเลือกตั้ง หรือ Exit Polls
ในการเลือกตั้งปี 2024 สัดส่วนผู้ที่ระบุตัวเองว่าเป็นเดโมแครตลดลงเหลือ 31% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปี แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ฐานเสียงของพรรคมีแนวคิดเสรีนิยมมากขึ้น และผู้สนับสนุนบางส่วนไม่พอใจต่อผู้นำพรรคของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เดโมแครตเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคที่มีความกระตือรือร้นสูง จากผลสำรวจล่าสุดของเอ็นพีอาร์เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้ว่าพรรคอาจต้องดึงผู้สนับสนุนให้ออกมาใช้สิทธิในสัดส่วนที่สูงกว่า 31% จึงจะทำผลงานได้ดี
ข้อมูลย้อนหลังแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ระบุตัวเองว่าเป็นเดโมแครตอยู่ที่ 37% ในปี 2020 และ 2018 ก่อนลดลงเหลือ 33% ในปี 2022 และ 31% ในปี 2024 ขณะที่ปี 2008 และ 2010 เคยอยู่ที่ 39%
แรงต่อต้านทรัมป์อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยรวมพลังฐานเสียงฝ่ายซ้ายในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยผลสำรวจเอ็นพีอาร์ล่าสุดพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีแนวโน้มออกมาใช้สิทธิ 53% ระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างมากกับผลงานการทำหน้าที่ของทรัมป์
นอกจากจำนวนผู้สนับสนุนที่ออกมาใช้สิทธิแล้ว ความเป็นเอกภาพภายในพรรคเดโมแครตก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการแข่งขันชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิกในรัฐมิชิแกน และเขตเลือกตั้งที่ 7 ของรัฐมิชิแกน ซึ่งมีผู้สมัครเดโมแครตที่มีแนวคิดก้าวหน้าลงแข่งขันในพื้นที่ที่คะแนนนิยมระหว่างสองพรรคค่อนข้างสูสี
ผลการเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านี้อาจสะท้อนว่า พรรคเดโมแครตสามารถรวมฐานเสียงที่มีแนวคิดแตกต่างกันได้มากน้อยเพียงใด และอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดทิศทางการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028 รวมถึงอนาคตของฝ่ายซ้ายในสหรัฐฯ ไปอีกหลายปี
ทั้ง 6 ปัจจัยจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขประกอบผลเลือกตั้ง แต่เป็นสัญญาณที่ช่วยให้เห็นว่าใครกำลังออกมาใช้สิทธิ ฐานเสียงของแต่ละพรรคเปลี่ยนไปอย่างไร และกระแสการเมืองในยุคทรัมป์กำลังส่งผลต่อสมดุลอำนาจในสภาคองเกรสอย่างไรบ้าง.
ที่มา : NPR.org