คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangบุรีรัมย์ · เปลี่ยน

“อนุทิน” สั่งการจากบุรีรัมย์ กำชับ 14 จังหวัดใต้ รับมือฝนหนัก ...

ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

“อนุทิน” สั่งการจากบุรีรัมย์ กำชับ 14 จังหวัดใต้ รับมือฝนหนัก–จัดศูนย์พักพิง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย-จ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท กำชับผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้เตรียมรับมือฝนหนัก พร้อมยกระดับศูนย์พักพิงให้ได้มาตรฐาน รองรับประชาชนและกลุ่มเปราะบาง

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมพนมรุ้ง ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศผ่านระบบ Video Conference โดยมีคณะรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม

นายอนุทินได้เน้นย้ำข้อสั่งการเร่งด่วน 4 ด้าน เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่

เร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาประชาชน ให้ครอบคลุมและเป็นปัจจุบัน ทั้งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน พื้นที่การเกษตร และสาธารณูปโภค พร้อมเร่งดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือประชาชนโดยเร็ว ด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25-26 ก.ย. 2569 เป็นต้นมา ให้เร่งสำรวจเพื่อเสนออนุมัติเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท และโอนเงินให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

เร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ทั้งการเร่งระบายน้ำ กำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล ทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนป้องกันปัญหาด้านสาธารณสุข พร้อมจัดทำแผน Big Cleaning เพื่อให้ประชาชนและสถานประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบกิจกรรมได้ตามปกติ

เร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า ประปา ถนน ระบบสื่อสาร และสัญญาณโทรศัพท์ ให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด เตรียมรับมือผลกระทบจากฝนตกหนักตามการพยากรณ์อากาศ โดยทบทวนแผนเผชิญเหตุเป็นรายพื้นที่ เตรียมทีมกู้ภัย เครื่องสูบน้ำ เรือ ศูนย์พักพิง และแผนอพยพกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ เชิงเขา และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก รวมถึงติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและ ปภ. อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าอย่างชัดเจนและทันเวลา

ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงรุก โดยกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีแนวโน้มหรือคาดการณ์ว่าจะเกิดภัย ให้ใช้อำนาจในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด พิจารณาประกาศเขตสาธารณภัยได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดภัยก่อน พร้อมพิจารณาใช้จ่ายงบประมาณตามความจำเป็นและข้อเท็จจริง ภายใต้หลักเกณฑ์และระเบียบที่กำหนด

นายอนุทินระบุว่า เมื่อมีข้อมูลพยากรณ์อากาศที่ชัดเจนถึงแนวโน้มการเกิดภัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเตรียมความพร้อมและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเต็มที่ ไม่ควรรอให้เกิดความเสียหายรุนแรงแล้วจึงประกาศเขตสาธารณภัย โดยการประกาศดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้งบประมาณเสมอไป แต่เป็นการเตรียมกลไกให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ นายอนุทินได้มอบหมายให้ว่าที่ร้อยตรีตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ซักซ้อมและทบทวนแนวทางบริหารจัดการศูนย์พักพิงร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด โดยยกตัวอย่างศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงเกิดอุทกภัย เป็นศูนย์พักพิงมาตรฐานสำหรับนำไปปรับใช้

ทั้งนี้ นายอนุทินเน้นย้ำว่า ศูนย์พักพิงชั่วคราวต้องไม่เป็นเพียงสถานที่พักอาศัยชั่วคราว แต่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบถ้วน ทั้งห้องน้ำและห้องส้วม ชุดเครื่องนอน สบู่ แชมพู ยารักษาโรค อาหาร น้ำดื่ม และพื้นที่สันทนาการ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมระหว่างรอการช่วยเหลือ

สำหรับการดูแลสัตว์เลี้ยง ให้จัดพื้นที่แยกเป็นสัดส่วน หากพื้นที่ไม่เพียงพอ ให้จัดสัตว์เลี้ยงไว้ในที่พักอาศัยเดิมและจัดบุคลากรเข้าไปดูแลแทน ส่วนด้านสาธารณสุข ต้องคัดแยกกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด หากผู้ป่วยสามารถพักอยู่ในศูนย์พักพิงได้ ต้องจัดพื้นที่ดูแลแยกจากประชาชนทั่วไปตามมาตรฐานด้านสาธารณสุข

ความคิดเห็น