คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

‘วิทัย’ เปิดผลงานครบ1ปี มุ่งดูแลเสถียรภาพ-แก้ปัญหาศก. ปี70รุกคุม‘บีเอ็นพีแอล-นอนแบงก์‘ 30 ต.ค. 2569

ที่มา: bangkokbiznews.com

“วิทัย” เปิดผลงานครบ 1 ปี ย้ำขยายบทบาทธปท. รักษาเสถียรภาพควบคู่ประคับประคองเศรษฐกิจ หวังแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจโตต่ำ2% ชูเดินหน้า 18 มาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ลุยต่อปีหน้า เน้นแก้หนี้ครัวเรือน เพิ่มสินเชื่อเอสเอ็มอี และยกเครื่องกำกับ “นอน-แบงก์” พร้อมทบทวนต้นทุนทางการเงินและมาตรการดูแลลูกหนี้รายย่อย

- วิทัย สรุปผลงานรอบ 1 ปี ปรับบทบาทองค์กรให้มุ่งประคับประคองเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค

- ชี้ที่ผ่านมา ออกมาตรการเฉพาะจุดรวม 18 มาตรการ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้านหลัก

- เตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแลธุรกิจ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (BNPL) คุมการก่อหนี้ใหม่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลังพบว่าเป็นช่องทางการกู้เงินครั้งแรกของคนกลุ่มนี้ถึง 45%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในการประชุม Governor Connect ครั้งที่ 4ว่า ในโอกาสทำงานครบ 1 ปีธปท.ได้ปรับยุทธศาสตร์และบทบาทขององค์กรให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยเพิ่มน้ำหนักการประคับประคองเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน

โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตที่เคยเติบโตได้ 5-7% โดยปัจจุบันขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2% กว่าๆ ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจเติบโต 2.4% และปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน การเติบโตที่ลดลงต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะรายได้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนไม่ได้ขยายตัวมากพอที่จะรองรับรายจ่าย

ในอดีต เมื่อเศรษฐกิจเติบโต 5% แม้การดำเนินนโยบายจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเหลือ 4.7% หรือเพิ่มขึ้นเป็น 5.3% ผลกระทบอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากเมื่อรวมอัตราเงินเฟ้อแล้ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงิน หรือ Nominal GDP ยังขยายตัวในระดับที่เพียงพอให้ภาคธุรกิจดำเนินกิจการได้ และช่วยรองรับรายจ่ายของประชาชน

แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตเพียง 2% และเงินเฟ้อต่ำกว่า 1% รายได้ในรูปตัวเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นน้อยมาก จนเริ่มไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง นำไปสู่ปัญหาเงินไม่พอใช้ ปัญหาของภาคธุรกิจ และท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ด้วยเหตุนี้ ธปท. จึงต้องปรับบทบาทให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น โดยไม่ได้ละทิ้งภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้งเสถียรภาพด้านราคา เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และเสถียรภาพระบบการชำระเงิน

สำหรับเสถียรภาพด้านราคา เงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก โดยก่อนเกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.8% สะท้อนถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอ แม้ภายหลังจะมีแรงกดดันจากสงครามซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อด้านอุปทาน แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถดูแลได้

ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ยังมีความแข็งแกร่ง ทั้งในด้านเงินกองทุน อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS Ratio และการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

ส่วนระบบการชำระเงิน ประเทศไทยมีระบบ PromptPay ที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น Thai Stablecoin และโครงการ BahtNet Modernization เพื่อรองรับการพัฒนาระบบการชำระเงินในระยะยาว

ธปท. ไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่มีหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตกลับไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ

- ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ควบคู่บริหารค่าเงินบาท

ทั้งนี้ หากดูในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลาย โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง จาก 1.5% ลงมาอยู่ที่ 1.0% เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนเกิดสงครามประมาณ 1 สัปดาห์

โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาดอกเบี้ยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับอัตราดอกเบี้ยของประเทศอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า

การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานมีผลข้างเคียงสะสมได้ เช่น ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนน้อยลง ขณะที่ลูกหนี้รายใหญ่สามารถกู้ยืมเงินได้ในต้นทุนที่ต่ำลง ดังนั้น การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจึงต้องพิจารณาความเหมาะสมของสถานการณ์อย่างรอบด้าน

สำหรับการประเมินว่าเมื่อใดควรทบทวนทิศทางอัตราดอกเบี้ย ธปท. จะพิจารณาจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงและการประเมินแนวโน้มล่วงหน้า

หากเศรษฐกิจร้อนแรงขึ้น เงินเฟ้อไม่ลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ในช่วงกลางปีหน้า หรือเกิดปัญหาที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท ก็จะต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาประกอบการพิจารณา

แต่อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ในปัจจุบันยังถือว่าเหมาะสม

ส่วนความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐฯ ไม่ใช่ปัจจัยเดียวหรือปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางค่าเงินบาท เพราะประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น ซึ่งช่วยปรับสมดุลได้ตามสถานการณ์ อีกทั้งยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศและดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นกันชนรองรับความผันผวน

นอกจากนโยบายดอกเบี้ยแล้ว ธปท. ยังปรับแนวทางบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความเชิงรุกมากขึ้น

โดยให้ความสำคัญกับธุรกรรมซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อลดแรงกดดันจากธุรกรรมที่อาจทำให้เงินบาทแข็งค่าและผันผวนมากเกินไป

ทั้งนี้หากด๔การทำงานด้านนโยบายการเงิน ถือว่าประสานกับกระทรวงการคลังได้ด้วยดี โดยไม่ได้ออกมาแย่งบทบาทหรือสร้างความไม่มั่นใจระหว่างนโยบายการเงินกับนโยบายการคลัง

- กาง 18 มาตรการแก้ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายวิทัยกล่าวอีกว่า ธปท. กำหนดเป้าหมายการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม และการสกัดกั้นเงินเทากับคอร์รัปชันที่หมุนเวียนผ่านระบบการเงินไทย

โดยตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ธปท. ได้ดำเนินมาตรการเฉพาะจุด หรือ Targeted Measures รวม 18 มาตรการ โดยใช้เครื่องมือด้านการกำกับสถาบันการเงินเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ การลดต้นทุนทางการเงิน และการปิดช่องทางธุรกรรมผิดปกติ

- 18 มาตรการที่ ธปท. ดำเนินการแล้ว

1. โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็นหนี้เสียและมีภาระหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยปรับบทบาท SAM ให้เป็น Social AMC มุ่งช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการกลับเข้าสู่ระบบการเงิน ปัจจุบันมีลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือแล้วมากกว่า 182,000 บัญชี จากเป้าหมาย 200,000 บัญชีในปีนี้

2. การกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์ม เพื่อดูแลธุรกรรมทองคำที่มีมูลค่าสูงและอาจส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของเงินบาท โดยกำหนดแนวทางกำกับธุรกรรมที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนด

3. การรายงานข้อมูลการถอนทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการติดตามธุรกรรมทองคำและปิดช่องทางที่อาจถูกใช้ฟอกเงิน หลังดำเนินมาตรการพบว่าธุรกรรมถอนทองคำแท่งตามเกณฑ์ดังกล่าวลดลงมากกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569

4. โครงการ SME Credit Boost นำเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 20,000 ล้านบาท มาใช้สร้างกลไกสนับสนุนและค้ำประกันสินเชื่อใหม่ให้แก่เอสเอ็มอี โดยสามารถดำเนินการจนวงเงินสินเชื่อที่รองรับโครงการเต็มจำนวน 80,000 ล้านบาท

5. การควบคุมการแลกเปลี่ยนธนบัตรเงินตราต่างประเทศ ยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อช่วยลดช่องทางการเก็งกำไรและป้องกันความเสี่ยงจากธุรกรรมที่ผิดปกติ

6. การคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตที่ 8% เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องของลูกหนี้และลดความเสี่ยงที่การชำระหนี้จะสะดุดจนกลายเป็นหนี้เสีย โดยมาตรการดังกล่าวช่วยดูแลลูกหนี้ประมาณ 2 ล้านบัญชี

7. การยกระดับเกณฑ์ตรวจสอบลูกค้า CDD และ EDD เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลและที่มาของลูกค้าในกระบวนการเปิดบัญชี เพื่อป้องกันการนำบัญชีไปใช้เป็นบัญชีม้าหรือรองรับธุรกรรมผิดกฎหมาย

8. การกำหนดให้รายงานการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท เพิ่มการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดมูลค่าสูง เพื่อปิดช่องทางการเคลื่อนย้ายเงินที่มีความเสี่ยง โดยหลังออกมาตรการพบว่าปริมาณการถอนเงินสดตามเกณฑ์ลดลงมากกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569

9. มาตรการสินเชื่อ Secure Plus เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถใช้ที่ดินเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

10. การลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ปรับลดหรือยกเลิกค่าธรรมเนียมที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนและรูปแบบการให้บริการในปัจจุบัน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวมกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี

11. การกำหนด 24 รูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย หรือ Suspicious Transaction Patterns เพื่อใช้เป็นแนวทางตรวจจับพฤติกรรมการโอนเงินผิดปกติและธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าหรือพนันออนไลน์ โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

12. การขยายระยะเวลาชำระหนี้และการโอนทรัพย์ชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ยังมีศักยภาพ ให้มีเวลาในการจัดการภาระหนี้และดำเนินธุรกิจต่อไปได้

13. การจัดทำกรอบความร่วมมือป้องกันการใช้ระบบการเงินในกิจกรรมผิดกฎหมาย หรือ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities เพื่อให้สถาบันการเงินมีแนวทางทำงานร่วมกันในการป้องกันและจัดการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินเทา

14. การยกระดับเกณฑ์ KYM หรือ Know Your Merchant เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ให้บริการรับชำระเงิน เพื่อป้องกันการนำบริการหรือใบอนุญาตไปใช้รองรับธุรกิจผิดกฎหมาย

15. การลดต้นทุนการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร ผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเครดิตของตนเองได้สะดวกขึ้น โดยเตรียมมาตรการให้ตรวจสอบข้อมูลเครดิตฟรีปีละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยให้ประชาชนตรวจสอบสถานะหนี้และวางแผนจัดการภาระทางการเงินได้ดีขึ้น

16. การผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือด้านการเงินที่มุ่งป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและยกระดับความร่วมมือในระดับสากล

17. การกำหนดให้รายงานการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบที่มาของเงินสดและป้องกันการนำเงินที่มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจนเข้าสู่ระบบการเงิน

18. การเตรียมกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำด้วยเงินสดตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยกำหนดแนวทางให้ใช้การโอนเงินหรือเช็คแทนการชำระด้วยเงินสด เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดช่องทางการฟอกเงิน มาตรการนี้ยังอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดและเตรียมออกประกาศ

ทั้งนี้ มาตรการทั้ง 18 เรื่องครอบคลุมทั้งมาตรการที่ดำเนินการแล้วและมาตรการที่อยู่ในขั้นตอนเตรียมประกาศใช้

โดย ในระยะถัดไปยังมีมาตรการใหม่อีก 5 เรื่องที่เตรียมดำเนินการระหว่างเดือนพ.ย.-มี.ค.

- จับตา BNPL โตแรง คนรุ่นใหม่ 45% เริ่มกู้เงินครั้งแรกผ่านแพลตฟอร์ม

นายวิทัย กล่าวถึงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจะต้องทำควบคู่กันทั้งการจัดการหนี้เดิมและการป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่ง ธปท. เตรียมกำกับบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) เป็นการเฉพาะ

เหตุผลสำคัญมาจากพฤติกรรมการกู้ยืมของคนรุ่นใหม่ โดยข้อมูลที่พบคือ

คนรุ่นใหม่ถึง 45% เริ่มต้นกู้เงินครั้งแรกผ่านบริการ BNPL ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ผู้บริโภคมักเริ่มต้นเข้าสู่ระบบสินเชื่อผ่านบัตรเครดิต ซึ่งมีขั้นตอนการพิจารณาและเงื่อนไขด้านรายได้

การให้บริการ BNPL ผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผ่อนชำระได้ในขั้นตอนซื้อสินค้า การเข้าถึงสินเชื่อจึงสะดวกและรวดเร็ว ขณะที่ผู้ให้บริการสามารถนำข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้ามาใช้ประเมินและขยายวงเงินให้แก่ลูกค้าได้

ซึ่งหากการให้สินเชื่อดังกล่าวขยายตัวโดยไม่มีกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจทำให้ผู้บริโภคก่อหนี้ได้ง่ายเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้เริ่มทำงาน ซึ่งอาจยังไม่มีรายได้เพียงพอหรือไม่มีประสบการณ์ในการบริหารภาระหนี้

“เด็กรุ่นใหม่ 45% กู้เงินครั้งแรกผ่าน Buy Now Pay Later ถ้าไม่ยั้งการเพิ่มขึ้นใหม่ของสินเชื่อที่ง่ายเกินไป การแก้หนี้ครัวเรือนก็ไม่จบ”

โดยธปท. จึงเตรียมกำหนดให้ผู้ประกอบการ BNPL ต้องขอใบอนุญาตเฉพาะ แทนการใช้ใบอนุญาตสินเชื่อประเภทอื่นที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อธุรกิจดังกล่าวโดยตรง

ปัจจุบันผู้ให้บริการ BNPL บนแพลตฟอร์มดิจิทัลบางส่วนดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทลูกที่ถือใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน หรือ Digital Personal Loan แต่ ธปท. เห็นว่าการให้บริการลักษณะนี้ควรมีหลักเกณฑ์เฉพาะ เพื่อให้สามารถติดตามสินเชื่อและกำกับความเสี่ยงได้อย่างครอบคลุม

สำหรับเกณฑ์ที่อยู่ระหว่างจัดทำกำหนดให้ผู้กู้ต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 6 เดือน และอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี พร้อมกำหนดให้ผู้ให้บริการเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หากลูกหนี้ผิดนัดชำระ ผู้ให้บริการจะไม่สามารถตัดสิทธิ์ลูกค้าในการซื้อสินค้าด้วยเงินสดบนแพลตฟอร์มได้ เพื่อไม่ให้การใช้สินเชื่อผูกติดกับการเข้าถึงสินค้าและบริการเกินความจำเป็น

โดยธปท. คาดว่าจะสามารถประกาศหลักเกณฑ์ BNPL ได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2569 โดยแนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันการก่อหนี้ใหม่ ขณะที่มาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือนอีกประมาณ 10 เรื่องจะมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้เดิมให้ตรงกับปัญหาของแต่ละราย

- Non-Bank คิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อน ใช้ใบอนุญาตผิดประเภท

นายวิทัย กล่าวอีกว่า การปฏิรูปการกำกับดูแล Non-Bank เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ เนื่องจากธุรกิจสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ บัตรเครดิต และบริการ BNPL

ที่ผ่านมา ธปท. พบประเด็นที่ต้องติดตามในธุรกิจสินเชื่อ Non-Bank โดยเฉพาะการใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่มีเพดานอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน และการคิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่อาจไม่เป็นธรรมกับลูกหนี้

ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการบางรายมีใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน ซึ่งมีเพดานดอกเบี้ยต่ำกว่า และมีใบอนุญาตนาโนไฟแนนซ์ซึ่งกำหนดเพดานดอกเบี้ยไว้สูงกว่า แต่กลับนำสัญญาสินเชื่อทั่วไปไปคิดอัตราดอกเบี้ยตามใบอนุญาตนาโนไฟแนนซ์ที่สูงกว่า ทั้งที่ลักษณะสินเชื่ออาจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตนั้น

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน และการนำหนี้เดิมที่ค้างชำระมารวมเป็นภาระสินเชื่อใหม่ จนทำให้ลูกหนี้ต้องรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากหนี้ที่ยังไม่สามารถชำระได้

ปัญหาสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อแต่ละประเภทอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดหรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าผู้ประกอบการใช้ใบอนุญาตถูกประเภท คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตามหลักเกณฑ์หรือไม่ และมีการสร้างภาระหนี้ซ้ำซ้อนให้แก่ลูกหนี้หรือไม่

โดยธปท. ต้องการยกระดับการกำกับดูแลให้ครอบคลุมผู้ประกอบการมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่มีอำนาจต่อรองจำกัด และอาจไม่เข้าใจรายละเอียดของสัญญาสินเชื่อทั้งหมด

การแก้ปัญหาดังกล่าวจะดำเนินการผ่านการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยรวบรวมภารกิจการกำกับดูแล Non-Bank เข้ามาอยู่ภายใต้สายงานเฉพาะ พร้อมนำข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ประกอบการ

- ตั้งสายงานใหม่คุม Non-Bank กว่า 3,000 ราย

โดยธปท. ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี ด้วยการยุบตำแหน่งรองผู้ว่าการสายบริหาร และจัดตั้งสายงานรองผู้ว่าการด้าน Non-Bank Supervision ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อรวบรวมภารกิจการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเดิมกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ

การปรับโครงสร้างครั้งนี้มีเป้าหมายรองรับการกำกับดูแลผู้ประกอบการกว่า 3,000 รายทั่วประเทศ ครอบคลุมธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่

1. Non-Bank Lending ครอบคลุมสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล นาโนไฟแนนซ์ บัตรเครดิต และ BNPL

2. Non-Bank Payment ครอบคลุมผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ e-Wallet และผู้ให้บริการรับชำระเงินประเภทต่างๆ

3. FX & Money Changer ครอบคลุมร้านแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกว่า 2,000 แห่ง ผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเงินตราต่างประเทศ

4. Asset Management Companies (AMC) ครอบคลุมบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ต้องพัฒนาการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับบทบาทในระบบการเงิน

ทั้งนี้จากการกำกับดูแลผู้ประกอบการจำนวนมากแตกต่างจากการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ที่มีจำนวนจำกัด ธปท. จึงต้องปรับวิธีทำงาน โดยใช้ Data Analytics และ AI ช่วยตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ พร้อมจัดทีมกำกับดูแลให้เหมาะสมกับขนาดและผลกระทบของผู้ประกอบการแต่ละราย

เป้าหมายสำคัญคือการคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเกินเกณฑ์ การใช้ใบอนุญาตผิดวัตถุประสงค์ และการสร้างภาระหนี้ซ้ำซ้อน โดยจะให้ความสำคัญกับธุรกิจสินเชื่อและระบบชำระเงินเป็นลำดับแรก

- เดินหน้า SME Credit Boost ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ปีละแสนล้าน

ทั้งนี้สำหรับ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 17 ไตรมาส ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งประสบปัญหาในการเข้าถึงเงินทุน แม้จะยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ

ธปท. จึงเตรียมผลักดันกลไก SME Credit Boost ให้เป็นมาตรการระยะยาว 5 ปี โดยตั้งเป้าหมายสนับสนุนสินเชื่อใหม่แก่เอสเอ็มอีปีละ 100,000 ล้านบาท หรือรวม 500,000 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 5 ปี เพื่อช่วยให้สินเชื่อเอสเอ็มอีกลับมาขยายตัวได้

อีกแนวทางคือการจัดทำ SME Credit Portal เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ให้สินเชื่อ ช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบเงื่อนไขสินเชื่อได้สะดวกขึ้น

ขณะเดียวกัน ธปท. เตรียมผลักดัน Alternative Data Exchange Project ร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย เพื่อนำข้อมูลทางเลือกมาใช้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการที่ไม่มีรายได้ประจำในรูปแบบที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาสินเชื่อได้ยาก

ซึ่ง การแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีต้องดำเนินการทั้งด้านการค้ำประกัน การเพิ่มข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ และการลดต้นทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

- จ่อเพิ่มอีก 5 มาตรการ ปิดช่องโหว่ธุรกรรมการเงิน

นอกจาก 18 มาตรการที่ดำเนินการแล้ว ธปท. ยังเตรียมออกประกาศหรือเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก 5 เรื่อง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมีนาคม 2570 ได้แก่

- 1. กำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้ใช้การโอนเงินหรือเช็คแทนเงินสด เพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบธุรกรรม

- 2. กำกับบริการ BNPL โดยกำหนดให้มีใบอนุญาตเฉพาะ จำกัดวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกิน 6 เดือน และเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี

- 3. ลดค่าธรรมเนียมตรวจข้อมูลเครดิตบูโร เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายปีละ 2 ครั้ง

- 4. ยกระดับการกำกับธุรกิจ Money Changer เพื่อปิดช่องโหว่การใช้ร้านแลกเงินเป็นช่องทางฟอกเงินหรือเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย

- 5. กำกับการออก THB Stablecoin เพื่อเปิดทางให้เกิดนวัตกรรมการชำระเงินดิจิทัลภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยเตรียมกำหนดเงื่อนไขการออกเหรียญที่อ้างอิงมูลค่าเงินบาทในอัตรา 1 ต่อ 1

สำหรับ THB Stablecoin ธปท. เตรียมกำหนดจำนวนผู้ออกเหรียญในระยะแรกอย่างจำกัด โดยวางแนวทางไว้ที่ 2 ราย เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการโอนเงินและ Programmable Money โดยไม่ให้กระทบต่อปริมาณเงินในระบบ

ขณะที่ Virtual Bank ผู้ให้บริการรายแรกเปิดดำเนินการแล้ว ส่วนอีก 2 รายมีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงต้นถึงกลางปี 2570 โดย ธปท. คาดหวังให้ผู้ให้บริการกลุ่มนี้ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนและธุรกิจที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน

ความคิดเห็น