คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

วิกฤตดีเซลพ่นพิษ! จี้รัฐงัด 3 มาตรการ 'รีดโรงกลั่น-ลดภาษี-คลังค้ำเงินกู้' วิกฤตดีเซลพ่นพิษ! จี้รัฐงัด 3 มาตรการ 'รีดโรงกลั่น-ลดภาษี-คลังค้ำเงินกู้' 25 ก.ย. 2569 | 14:03 น.

ที่มา: bangkokbiznews.com

กองทุนน้ำมันวิกฤตหนักติดลบพุ่งแสนล้าน! "พรายพล" กระทุ้งรัฐงัด 3 ดาบเฉือน "ค่าการกลั่น-ภาษีดีเซล-กู้เงินคลังค้ำ"

- ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ เสนอให้รัฐบาลดึงส่วนต่างค่าการกลั่นหรือลดราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่มขึ้นอีก 1-2 บาทต่อลิตรทันที (รวมเป็น 3-5 บาทต่อลิตร) เนื่องจากมองว่าการจัดเก็บปัจจุบันที่ 2.40 บาทต่อลิตรยังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นในตลาดโลกที่สูงขึ้น

- แนะให้รัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงอย่างน้อย 2 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่กว่า 6 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบอย่างหนักและช่วยเหลือประชาชน

- ยืนยันว่าการกู้เงินรอบใหม่โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อพยุงสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ ที่มีฐานะติดลบกว่า 90,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะทะลุ 100,000 ล้านบาท

วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อฐานะทางการเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ที่ต้องแบกรับภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และพลังงาน เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบหนักกว่า 90,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มทะลุ 100,000 ล้านบาทในที่สุด หากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงผันผวนและอยู่ในระดับสูงเช่นนี้

ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า ตลอดช่วงเวลาของสงครามตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันฯ ต้องควักเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 5-6 บาท ส่งผลให้กองทุนฯ มีเงินไหลออกสูงถึงวันละกว่า 700 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าการขาดดุลเดือนละกว่า 20,000 ล้านบาท

แม้ว่าล่าสุดภายหลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ปรับลดอัตราการจัดเก็บและปรับโครงสร้างการชดเชย จะช่วยลดอัตราเงินไหลออกเหลือวันละประมาณ 400 กว่าล้านบาท แต่ก็ยังถือเป็นระดับที่สร้างความเสี่ยงต่อสภาพคล่องของกองทุนฯ โดยขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ ยังต้องควักจ่ายสูงถึง 4.95 บาทต่อลิตร

ดังนั้น หนทางพยุงราคาน้ำมันและรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันฯ รัฐบาลจะสามารถดำเนินการผ่าน 3 กลไกหลักคือ

1. บีบส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่ม 1–2 บาท และหยุดใช้วิธีทยอยปรับเพื่อแก้ปัญหากองทุนน้ำมันฯ รับภาระหนัก จึงเสนอมาตรการสำคัญ คือการดึงส่วนต่างค่าการกลั่นหรือลดราคาหน้าโรงกลั่นลงเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเองได้พยายามผลักดันมาตรการนี้ผ่านการหารือในคณะทำงานจนกระทั่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำมาตรการดังกล่าวไปใช้อย่างจริงจัง สามารถจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ได้ทะลุกว่า 8,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ล่าสุดเห็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นไปเพียงลิตรละ 2.40 บาท ซึ่งมองว่ายังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับค่าการกลั่น (Margin) ของโรงกลั่นทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากตามภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลในตลาดโลก

"ที่ผ่านมามีการเก็บน้อยเกินไป ทั้งที่ค่าการกลั่นอาจจะสูงกว่าช่วงแรกๆ ด้วยซ้ำ เพราะตลาดโลกกำลังขาดแคลนดีเซล รัฐบาลต้องไม่ใช้วิธีทยอยปรับทีละ 1-2 บาท เพราะจะทำให้กองทุนฯ รับภาระหนัก แต่ต้องดำเนินการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นทันที โดยควรจัดเก็บเพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 1-2 บาท เป็น 3-5 บาทต่อลิตรในทันที" ศ.ดร.พรายพล กล่าว

2. แนะรัฐบาลยอมถอย เฉือนภาษีสรรพสามิตดีเซลอย่างน้อย 2 บาทต่อลิตร เพราะนอกจากการดึงเงินจากโรงกลั่นแล้ว เครื่องมือที่สองที่รัฐบาลควรนำมาใช้คือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ระดับกว่า 6 บาทต่อลิตร แม้จะเข้าใจว่ารองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังไม่ต้องการสูญเสียรายได้ของรัฐ แต่ในภาวะวิกฤตที่ทุกฝ่ายเดือดร้อนและกองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนัก รัฐบาลจำเป็นต้องยอมเสียสละรายได้บ้างในระดับที่เหมาะสม

ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า หากรัฐบาลยอมปรับลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงมาประมาณลิตรละ 2 บาท จะสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันฯ และประชาชนได้เป็นอย่างมาก ถือเป็นทางออกที่จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการเก็บเงินจากโรงกลั่น

3. ไฟเขียวกู้เงินรอบใหม่โดยกระทรวงการคลังต้องค้ำประกันจากที่เคยดำเนินการมาครั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้น เครื่องมือที่สามเกี่ยวกับการบริหารสภาพคล่อง ศ.ดร.พรายพล ยืนยันว่า การกู้เงินรอบใหม่และการให้กระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันเงินกู้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เนื่องจากวงเงินกู้เดิม 20,000 ล้านบาทไม่เพียงพอต่อการรองรับภาระการขาดดุลที่วิ่งเข้าหาแสนล้านบาทอย่างแน่นอน

แม้จะมีความกังวลว่าการให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้จะทำให้ภาระหนี้วิ่งเข้าไปรวมอยู่ในหนี้สาธารณะของประเทศ จนใกล้แตะเพดาน 70% ต่อ GDP ซึ่งตนเองมองว่าการติดลบของกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดนี้ล้วนเป็นผลมาจากนโยบายการตรึงราคาของรัฐบาลทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อไม่มีเครื่องมืออื่นเหลืออยู่ รัฐบาลก็จำเป็นต้องยอมให้คลังค้ำประกันเงินกู้ก้อนใหม่เพื่อพยุงกองทุนน้ำมันฯ ให้เดินหน้าต่อไปได้

"ในส่วนของการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง แก๊สโซฮอล์ หรือไบโอดีเซล เช่น E20 และ E85 แม้จะมีส่วนช่วยเกษตรกร แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้อยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น จึงไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตในภาพรวมได้ทั้งหมด ดังนั้นเครื่องมือหลัก 3 ประการ ได้แก่ การกดราคาหน้าโรงกลั่น การลดภาษีสรรพสามิต และการกู้เงินโดยมีคลังค้ำประกัน จึงเป็นกลไกที่เพียงพอและจำเป็นที่สุดในขณะนี้" ศ.ดร.พรายพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซล B7 ลง 0.19 บาทต่อลิตร จากเดิม 4.62 บาทต่อลิตร เป็น 4.43 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล B20 ลง 0.26 บาทต่อลิตร จากเดิม 8.08 บาทต่อลิตร เป็น 8.54 บาทต่อลิตร

ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 0.75 บาทต่อลิตร โดยน้ำมันดีเซล B7 ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 41.44 บาทต่อลิตร และน้ำดีเซล B20 เป็น 36.44 บาทต่อลิตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและรักษาความมั่นคงทางสภาพคล่องของกองทุนฯ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบน. ต้องตัดสินใจปรับลดการอุดหนุนลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาจากแรงกดดันในตลาดพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณายกเลิกการส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ เพื่อควบคุมวิกฤตราคาน้ำมันภายในประเทศที่พุ่งสูงแตะระดับ 6.50 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ซึ่งแพงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 75% หรือคิดเป็นราคาไทยประมาณ 57.15 บาทต่อลิตร

ประกอบกับความตึงตัวด้านอุปทานจากรัสเซีย ที่มีแนวโน้มจะขยายระยะเวลามาตรการห้ามผู้ผลิตส่งออกน้ำมันดีเซลออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2569 เนื่องจากโรงกลั่นหลายแห่งยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติจากการถูกโจมตีโดยยูเครน ซึ่งรัสเซียได้เริ่มบังคับใช้มาตรการนี้มาตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2569 และส่งผลกระทบอย่างมากต่อซัพพลายในตลาดโลก เนื่องจากปกติแล้วรัสเซียมีสัดส่วนการส่งออกดีเซลสูงถึง 813,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2568

การปรับลดการชดเชยและปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อสร้างความสมดุลให้กับกองทุนน้ำมันฯ ในระยะยาว ซึ่งการลดการชดเชยในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายวันประมาณวันละ 428 ล้านบาท จากเดิมวันละกว่า 770 ล้านบาท หรือ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน

ความคิดเห็น