ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกลางเวทีหาเสียง ไม่อยากทำข้อตกลงกับอิหร่าน หลังมีรายงานว่า กองทัพสหรัฐกำลังเตรียมการที่เป็นไปได้ว่าจะโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงาน ทรัมป์กล่าวบนเวทีหาเสียงของพรรครีพับลิกันที่เมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส เมื่อกลางดึกวันพุธ (7 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น
“ผมคิดว่า ดีลไม่ใช่อะไรที่ผมอยากทำ แต่พวกเขาพร้อมเสนอทุกอย่างเพื่อให้เรายุติ” ทรัมป์กล่าวและว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐประจำตะวันออกกลางกำลังทำข้อตกลงและ “ทำได้ดีเยี่ยม”
ทั้งนี้ เอ็นบีซีนิวส์รายงานในวันพุธอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐและแหล่งข่าวอีกหนึ่งรายว่า ประธานาธิบดีสหรัฐและทีมความมั่นคงแห่งชาติได้ปรึกษาถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้
ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันเว็บไซต์ข่าว Axios รายงานว่า ปฏิบัติการอาจรวมถึง การ “ทิ้งระเบิดครั้งใหญ่” พุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งการใช้กำลังทางทหารอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง
ทั้งนี้ คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่พุ่งสูง อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
ไม่กี่วันก่อนทรัมป์กล่าวว่า ปัญหาใหญ่สุดสำหรับรัฐบาลวอชิงตันคือไม่รู้ว่าใครกำลังบริหารประเทศอิหร่านในช่วงการเจรจายุติความขัดแย้ง ด้านทางการอิหร่านปฏิเสธคำพูดของทรัมป์ทันที
นายเอสมาอิล บาแกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ
“ปัญหาแท้จริงนั้นตรงกันข้าม” แต่อยู่ที่ “ท่าทีที่ขัดแย้งกันและสารอันสับสนจากทางการสหรัฐ”
ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางจะฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงครามแล้วก็ตามปริมาณน้ำมันดิบรวมที่ขนส่งออกจากภูมิภาคอ่าวอาหรับ (ไม่รวมอิหร่าน) บวกกับปริมาณจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้น อยู่ที่ระดับประมาณ 18.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง
“การกลับสู่ภาวะปกติไม่จำเป็นต้องรอข้อตกลงอีกต่อไป” นายแมตต์ ไรท์หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการขนส่งสินค้าของ Kpler กล่าว พร้อมคาดการณ์ว่ากระบวนการปรับตัวสู่ภาวะปกติจะเป็นไปอย่าง “เชื่องช้าและไม่สม่ำเสมอ” ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยปริมาณการขนส่งจะฟื้นตัวขึ้นจากการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน มากกว่าที่จะรอปัจจัยกระตุ้นทางด้านการทูต