ฝรั่งเศสระอุ! ม็อบนักเรียนลุกลามเป็นคลื่นประท้วงทั่วประเทศ เปิดรอยร้าว ‘รัฐสวัสดิการ’ ที่กำลังเผชิญวิกฤติหนัก เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สาธารณะจ่อแตะ 120% ของจีดีพี รายจ่ายรัฐก็สูงลิ่ว แต่ประชาชนกลับเผชิญค่าครองชีพแพงและบริการสาธารณะถดถอย
ฝรั่งเศสลุกเป็นไฟ จากเสียงประท้วงของนักเรียนมัธยมที่ทนไม่ไหวกับห้องเรียนทรุดโทรมและปัญหาครูขาดแคลน กลับจุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมมานานทั่วประเทศ จนประชาชนกว่า 500,000 คน หลั่งไหลลงสู่ท้องถนน ประท้วงค่าครองชีพที่พุ่งสูงสวนทางกับคุณภาพบริการสาธารณะที่ย่ำแย่
สถานการณ์บางพื้นที่บานปลายเป็นเหตุปะทะกับตำรวจ ปล้นสะดมร้านค้า และเผาอาคารสาธารณะ มีผู้ถูกจับกุมแล้วราว 1,800 คน ท่ามกลางคำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เหตุใดประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ระบบรัฐสวัสดิการอย่างฝรั่งเศส” จึงกำลังเผชิญความไม่พอใจจากประชาชนอย่างรุนแรงเช่นนี้?
เบื้องหลังความไม่สงบครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงปัญหาการศึกษาและค่าครองชีพ แต่ยังสะท้อน “วิกฤติเศรษฐกิจและการคลัง” ที่กำลังกัดกร่อนรากฐานรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบบำนาญ การรักษาพยาบาล และบริการสาธารณะ ซึ่งกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า รัฐจะหาเงินจากที่ใดมารักษาสวัสดิการเหล่านี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจประเทศที่เติบโตต่ำ หนี้สาธารณะพุ่งสูง และความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้การปฏิรูปเป็นไปได้ยาก
เศรษฐกิจโตต่ำ แต่รัฐใช้เงินมหาศาล
ปัญหาเศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ที่ประเทศหยุดเติบโต แต่เป็น “การเติบโตที่ไม่เพียงพอ” จะรองรับภาระรายจ่ายภาครัฐที่สะสมมานาน
ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณ 5.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2025 ขณะที่หนี้สาธารณะสูง “พุ่งเป็นเกือบ 120% ของจีดีพี” ในปัจจุบัน และเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย “เพียง 1.4%” นับตั้งแต่ปี 2023
ขณะเดียวกัน รายจ่ายภาครัฐของฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 57% ของจีดีพี สะท้อนบทบาทของรัฐที่มีขนาดใหญ่ในการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรายจ่ายด้านบำนาญ สาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคม
ปัญหาสำคัญคือ รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างสงครามหรือวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรง ส่งผลให้ต้องกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุล และยิ่งก่อหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี
เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้า รายได้ภาษีจึงขยายตัวได้อย่างจำกัด ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการและภาระดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังน้อยลงสำหรับการลงทุนหรือแก้ไขปัญหาบริการสาธารณะ
‘ระบบบำนาญ’ จุดเปราะบางของรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส
หนึ่งในปัญหาที่สร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังมากที่สุดคือ “ระบบบำนาญ” เนื่องจากฝรั่งเศสกำลังเผชิญ “สังคมสูงวัย” ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินบำนาญเป็นระยะเวลานานขึ้น ขณะที่จำนวนประชากรวัยทำงานซึ่งเป็นผู้เสียภาษีและสมทบเงินเข้าระบบไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผลักดันการปฏิรูประบบบำนาญ โดยทยอยเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 ปีเป็น 64 ปี แต่เผชิญแรงต่อต้านอย่างหนักจากประชาชนและพรรคการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา
พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล วิเคราะห์ผ่านบทความ What’s the Matter With France? เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมว่า ปัญหาสำคัญของฝรั่งเศสคือความยากลำบากในการยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับระบบเกษียณอายุ
ครุกแมนมองว่า ภาระทางการคลังจากระบบบำนาญที่ให้สิทธิประโยชน์ค่อนข้างสูง ส่งผลให้รัฐบาลต้อง “ลดรายจ่ายด้านอื่น โดยเฉพาะการศึกษา” จนกลายเป็นสถานการณ์ที่คนรุ่นสูงวัยได้รับประโยชน์จากเงินอุดหนุนของรัฐ ขณะที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับผลกระทบจากการลดงบประมาณ
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการประท้วงของนักเรียนมัธยม ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาห้องเรียนแออัด ครูไม่เพียงพอ และอาคารเรียนทรุดโทรม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คนรุ่นใหม่กำลังเรียกร้องบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ในช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องจำกัดรายจ่ายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
เก็บภาษีหนัก แต่เงินในกระเป๋าหด
ท่ามกลางบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบและมีคุณภาพถดถอย ชาวฝรั่งเศสยังต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตราปกติ 20% ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุด 45% และภาษีนิติบุคคลอัตราปกติ 25% สะท้อนความย้อนแย้งว่า เหตุใดจ่ายภาษีสูง แต่กลับได้รับบริการจากรัฐที่ด้อยลง
ความไม่พอใจเรื่องภาษีและค่าครองชีพเคยปะทุเป็นม็อบ “เสื้อกั๊กเหลือง” ในปี 2018 จากการต่อต้านการขึ้นภาษีน้ำมัน ก่อนขยายเป็นการประท้วงความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่ สะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมฝรั่งเศส
‘หนี้ท่วม’ จนรัฐบาลไม่มีเงินดับไฟประท้วง
ในอดีต เมื่อฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงขนาดใหญ่ รัฐบาลมักเลือกใช้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินช่วยเหลือหรือขยายบริการสาธารณะ
แต่สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะรัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังอย่างหนัก
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำช่วยให้ฝรั่งเศสสามารถกู้ยืมเงินได้ด้วยต้นทุนไม่สูงนัก แม้หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่หลังการระบาดของโควิด-19 ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น
นักลงทุนเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสสูงขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรเยอรมนี ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำคัญของยุโรป สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมหนี้
ยิ่งรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ก็ยิ่งเหลือเงินน้อยลงสำหรับการศึกษา สาธารณสุข และบริการสาธารณะอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสกำลังจะผิดนัดชำระหนี้ในทันที แต่สะท้อนว่ารัฐบาลมีต้นทุนสูงขึ้นในการระดมเงินเพื่อดำเนินนโยบาย
การเมืองแตกแยก ซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ
ปัญหาการคลังของฝรั่งเศสยิ่งซับซ้อนขึ้นจากความแตกแยกทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2027
ฝ่ายขวาจัดให้ความสำคัญกับการควบคุมผู้อพยพ อัตลักษณ์ของชาติ และการปรับเงื่อนไขสวัสดิการ ขณะที่ฝ่ายซ้ายเรียกร้องให้เพิ่มการลงทุนด้านบริการสาธารณะ กระจายความมั่งคั่ง และคุ้มครองสิทธิแรงงาน
ส่วนกลุ่มการเมืองสายกลางของมาครงสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภา ทำให้รัฐบาลประสบความยากลำบากในการผลักดันงบประมาณและมาตรการปฏิรูป
ความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า ฝรั่งเศสควรลดหนี้อย่างไร แต่รวมถึงคำถามว่า ใครควรเป็นผู้แบกรับต้นทุนของการแก้ปัญหา ระหว่างผู้เสียภาษี ผู้รับบำนาญ คนทำงาน หรือคนรุ่นใหม่
หากรัฐบาลขึ้นภาษี ก็อาจกระทบกำลังซื้อและการลงทุน แต่หากลดรายจ่าย ก็เสี่ยงเผชิญการประท้วงเพิ่มเติม ขณะที่การปฏิรูประบบบำนาญยังเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง
ความไม่แน่นอนดังกล่าว ทำให้ภาคธุรกิจลังเลการลงทุนมากขึ้น และยิ่งเพิ่มอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ฝรั่งเศสกำลังเผชิญ ‘ขีดจำกัด’ ของรัฐสวัสดิการ?
แม้ฝรั่งเศสยังคงเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก และมีระบบรัฐสวัสดิการที่ประชาชนจำนวนมากพึ่งพามายาวนาน แต่วิกฤติครั้งนี้กำลังเผยให้เห็นความเปราะบางของระบบที่ต้องเผชิญทั้งสังคมสูงวัย เศรษฐกิจเติบโตเชื่องช้า และภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด วิกฤติฝรั่งเศสอาจไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบของรัฐบาลมาครงก่อนการเลือกตั้งปี 2027 เท่านั้น แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามที่ลึกไปกว่านั้นว่า ในวันที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐมากขึ้น แต่ความสามารถในการใช้จ่ายของรัฐกลับมีข้อจำกัดมากขึ้นเช่นกัน ระบบรัฐสวัสดิการที่เคยเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิต จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคนทุกเจเนอเรชันได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลังเป็นผู้จ่าย?
อ้างอิง: insee, tax, summari, income, aljazeera, indian, bloomberg, alja