ไทย–ฮ่องกง เร่งเครื่องลงทุนสองทิศทาง เปิดประตูธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก ผ่านเงินทุน โอกาส และเครือข่ายภายใต้ BRI
ไทยและฮ่องกงกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเดินหน้าสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดโลก ภายใต้ข้อตกลงข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งส่งเสริมการเติบโตทางการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทาง
ไม่นานมานี้ หนึ่งในกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของไทยอย่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีการดำเนินธุรกิจอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นเจ้าของโรงกลั่นระดับโลก 2 แห่ง และดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การกลั่น การตลาดเชื้อเพลิง การค้า และพลังงานใหม่ ได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong อย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งกำหนดให้เมืองฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ระดับภูมิภาคของบริษัท
ปัจจุบันบริษัทได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong โดยดำเนินกิจการในฮ่องกง เป็นผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมัน Caltex ควบคู่ไปกับคลังเก็บน้ำมัน รวมถึงเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรม การขนส่งทางเรือ และการพาณิชย์ และมีแผนที่จะสำรวจโซลูชันด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ (bio-based) และโซลูชันคาร์บอนต่ำเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวของเมืองฮ่องกง
การลงทุนดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง เนื่องจากบางจากไม่ได้เพียงเข้าซื้อกิจการในฮ่องกงเพียงเพื่อขายในตลาดนี้เท่านั้น แต่จะใช้เมืองฮ่องกงเป็นสปริงบอร์ดสู่ภูมิภาคเอเชียเหนือและออกสู่ตลาดโลก
เช่นเดียวกับเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างไทยและฮ่องกงที่ไม่ได้เป็นเพียงการค้าแบบทางเดียว แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นทั้งสองทิศทาง โดยบริษัทไทยสามารถเข้าถึงพื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) และพื้นที่อื่นๆ ผ่านฮ่องกง ในขณะที่วิสาหกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงก็สามารถออกไปลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซีย
ทั้งนี้ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มดำเนินธุรกิจเชื้อเพลิงในฮ่องกงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวต่อเมืองฮ่องกง และการวางตำแหน่งให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์ระดับภูมิภาค
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)"การลงทุนในฮ่องกงเป็นความมุ่งมั่นระยะยาวในตลาดพลังงานชั้นนำระดับนานาชาติ โดยฮ่องกงทำหน้าที่เป็นประตูสู่เอเชียเหนือ รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์สำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีก การพาณิชย์ การขนส่งทางเรือ การบิน และการค้าไปทั่วโลก"
การดำเนินงานของบางจากได้พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจระดับโลกสามารถสร้างขึ้นได้โดยการใช้ประเทศไทยและฮ่องกงร่วมกัน
ตัวเลขการค้าสองทางเติบโตอย่างสมดุล
ความร่วมมือทางการค้าระหว่างสองฝ่ายกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคยมีมา โดยมูลค่าการค้าสินค้าระหว่างไทยและฮ่องกงสูงถึงประมาณ 2.21 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ซึ่งมีความสมดุลระหว่างสองทิศทาง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของฮ่องกงในภูมิภาคอาเซียน และเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของฮ่องกงในกลุ่มอาเซียน
เมื่อพิจารณาในภาพรวมระดับภูมิภาค พบว่าอาเซียนครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 2 ของฮ่องกงติดต่อกันยาวนานถึง 16 ปี โดยฮ่องกงเองกำลังปรับโครงสร้างตนเองอย่างตั้งใจเพื่อรองรับอัตราการเติบโตและการค้าการลงทุนทั้งสองทิศทางให้มากยิ่งขึ้น
บทบาทเชิงรุกของ InvestHK สะพานเชื่อมการลงทุน
ความมุ่งมั่นของฮ่องกงที่มีต่อประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นมาอย่างยาวนานและเป็นรูปธรรม โดยฮ่องกงได้จัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจและการค้า (Economic and Trade Office) ประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สำนักงานของฮ่องกงในอาเซียน ร่วมกับทีมงานของ InvestHK ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR Government)
การมีบทบาทดังกล่าวเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นในทั้งสองทิศทางโดยเมื่อปีที่แล้ว InvestHK ได้นำคณะผู้แทนจากสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงาน Techsauce Global Summit 2025 ซึ่งเป็นงานเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจับคู่สตาร์ทอัพฮ่องกงกับภาคเอกชนไทย นักลงทุน และผู้นำเทคโนโลยี ครอบคลุมด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (fintech) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโซลูชันเมืองอัจฉริยะ
ในขณะเดียวกัน ภารกิจประจำวันของทีมงาน InvestHK คือการให้คำแนะนำและสนับสนุนบริษัทไทยในการเข้าสู่ฮ่องกง โดยเชื่อมโยงบริษัทไทยเข้ากับแหล่งเงินทุน พื้นที่สำหรับการดำเนินธุรกิจ การขอใบอนุญาต และบุคลากรที่มีความสามารถ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนของการจัดตั้งธุรกิจ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่ยั่งยืนตั้งอยู่ตรงกลางของเส้นทางการจราจรทางการค้า โดยมี InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่ในการเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอน
InvestHK ได้นำคณะผู้แทนจากสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมงาน Techsauce Global Summit 2025
สิ่งที่ ‘ฮ่องกง’ เตรียมให้ใกล้แค่เอื้อม
สำหรับบริษัทไทยที่พิจารณาขยายการลงทุน สิ่งแรกที่ฮ่องกงนำเสนอคือโอกาสการเข้าถึงเงินทุนในขนาดที่หาได้ยาก โดยฮ่องกงเป็นศูนย์กลางกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund Centre) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการความมั่งคั่งข้ามแดน (Cross-Border Wealth Management Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคาดว่าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี
นอกจากนี้ สภานิติบัญญัติของฮ่องกงกำลังพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่จะยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับรายได้ที่ผูกกับผลการดำเนินงาน (performance-linked income) ให้แก่ผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคล (private equity) กองทุนร่วมลงทุน (venture capital) และกองทุนอื่นๆ รวมถึงยกเว้นภาษีเงินเดือนสำหรับโบนัสที่ผูกกับผลงานของผู้จัดการกองทุน ซึ่งส่งผลให้ฮ่องกงเป็นเมืองแรกในโลกที่กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในลักษณะนี้
นอกจากนี้ เรื่องราวของเงินทุนยังเชื่อมโยงกับธุรกิจครอบครัว โดยไม่นานมานี้ ทีมงาน FamilyOfficeHK ของ InvestHK ได้เดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมหารือกับตระกูลที่มีความมั่งคั่งสูง (ultra-high-net-worth families) รุ่นใหม่ของประเทศไทย โดยมีการหารือประเด็นเรื่องมรดก การสืบทอดธุรกิจ และการดูแลรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว เนื่องจากเบื้องหลังของธุรกิจไทยที่กำลังขยายตัวคือครอบครัวที่กำลังตัดสินใจเลือกสถานที่ปักหลักความมั่งคั่งสำหรับคนรุ่นต่อไป ซึ่งฮ่องกงได้กลายตัวเลือกนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
เปิดประตูสู่การค้า
ด้านการเปิดประตูสู่ตลาด ในปีนี้ InvestHK ได้ให้การต้อนรับการเปิดตัวสภาการค้าอาเซียน (ฮ่องกง) หรือ ASEAN Chamber of Commerce (Hong Kong: ACCHK) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนแบบสองทิศทางระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และอาเซียน
ทั้งนี้ พื้นที่ Northern Metropolis ครอบคลุมที่ดินประมาณ 1 ใน 3 ของฮ่องกงตามแนวชายแดนเซินเจิ้น โดยทำหน้าที่เป็น "เครื่องยนต์ทางทิศเหนือ" ของระบบเศรษฐกิจแบบสองเครื่องยนต์ (dual-engine economy) ซึ่งเน้นนวัตกรรมและอุตสาหกรรม ในขณะที่การเงินและงานบริการอยู่ทางทิศใต้
Northern Metropolis ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางมหานครเซินเจิ้น และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T hub) หลักของฮ่องกง เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า การตั้งฐานในพื้นที่นี้ช่วยเปิดประตูสู่อสังหาริมทรัพย์เพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) อุตสาหกรรมใหม่ พื้นที่ทดสอบนวัตกรรมข้ามแดนร่วมกับเซินเจิ้น รวมถึงเข้าถึงเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊าที่มีมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และผู้บริโภคจำนวน 88 ล้านคน ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที
ทั้งนี้ เกณฑ์การจัดสรรที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวพิจารณาจากสาระสำคัญของแผนงาน ได้แก่ สิ่งที่จะสร้าง ความเร็วในการดำเนินงาน มูลค่าเงินลงทุน และจำนวนการจ้างงาน มากกว่าพิจารณาเพียงขนาดของเม็ดเงินจากการประมูลเพียงอย่างเดียว
ธุรกิจไทยมุ่งสู่ระดับโลก
การเข้าถึงเงินทุนและตลาดผ่าน "ฮ่องกง" ที่เป็นสะพานเชื่อม สร้างผลลัพธ์ที่สะท้อนชัดจากการเติบโตของธุรกิจไทยและอาเซียน โดยในครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนบริษัทในอาเซียนที่ InvestHK ได้ช่วยจัดตั้งหรือขยายกิจการในฮ่องกงเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ลอเรตตา ลี (Loretta Lee) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการลงทุนของ InvestHK ได้ร่วมโปรโมตฮ่องกงในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนสองทางสำหรับธุรกิจในอาเซียนและจีนแผ่นดินใหญ่ ณ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2569
“สำหรับบริษัทต่างๆ ในประเทศไทยและอาเซียน ฮ่องกงเป็นมากกว่าตลาดสำหรับการทำธุรกิจ เพราะฮ่องกงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมโยงบริษัทเหล่านี้เข้ากับแหล่งเงินทุน บุคลากรที่มีความสามารถ และโอกาสในการเติบโตในเขตกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) จีนแผ่นดินใหญ่ และตลาดโลก” ลอเรตตา ลี กล่าวไว้
"โดยการลงทุนแบบสองทางที่จับคู่จุดแข็งทางการเงินและวิชาชีพของฮ่องกงเข้ากับความมุ่งมั่นของวิสาหกิจอาเซียน จะเกิดการทำงานร่วมกัน (synergy) ที่ยกระดับการดำเนินงานจากระดับภูมิภาคไปสู่ระดับโลก"
นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยควรถูกมองในฐานะ ‘จุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์’ มากกว่าเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง โดยไทยถือเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญของเครือข่ายที่ฮ่องกงกำลังเร่งขยายให้กว้างขึ้น ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมบริษัทไทยไปสู่อาเซียนผ่านฮ่องกงนี้ ก็เป็นระบบเดียวกันกับที่กำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่ไกลกว่าเดิมในปัจจุบัน"
ฮ่องกงได้นำคณะผู้แทนธุรกิจระดับสูงเดินทางไปเยือนเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อเปิดช่องทางใหม่ๆ และสร้างพันธมิตรทางการค้าตลอดเส้นทาง ซึ่งการเดินทางไปเยือนในแต่ละครั้งต่างตอกย้ำคำมั่นสัญญาเดียวกันว่า ธุรกิจที่ปักหลักในฮ่องกงจะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายระดับโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เครือข่ายระดับภูมิภาคเท่านั้น
บทต่อไปของความร่วมมือนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นใน เดือนกันยายนนี้ โดยฮ่องกงเตรียมเป็นเจ้าภาพจัด งานประชุมสุดยอด Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ในวันที่ 9–10 กันยายน 2026 ซึ่งจะรวบรวมเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้นำทางธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงาน งานนี้จึงเป็นโอกาสดีที่สุดในการรับฟังข้อมูลอัปเดตล่าสุดและเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ได้โดยตรงก่อนใคร
กรณีของ "บางจาก" ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การสร้างธุรกิจระดับโลกสามารถทำได้ด้วยการผสานจุดเด่นของประเทศไทยและฮ่องกงเข้าด้วยกัน แทนที่จะเลือกพึ่งพาเพียงที่ใดที่หนึ่ง และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในตอนนี้คือ เส้นทางดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนสวนกันได้ทั้งสองทิศทางพร้อมๆ กัน
โดยฮ่องกงกำลังรุกเข้าสู่ประเทศไทยผ่านเครือข่ายพันธมิตรและการเข้ามาตั้งรากฐาน ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยก็กำลังก้าวออกไปสู่ระดับโลกโดยอาศัยแหล่งเงินทุน โอกาส และความเชี่ยวชาญของฮ่องกง ดังนั้น บริษัทที่เริ่มเคลื่อนไหวเร็วกว่าย่อมเป็นผู้กำหนดทิศทางและกุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โดยมี InvestHK พร้อมเป็นพันธมิตรในพื้นที่เพื่อช่วยเชื่อมโยงคุณเข้ากับแหล่งเงินทุน ทำเลที่ตั้ง การขอใบอนุญาต และบุคลากรที่เหมาะสม พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนให้เป็นไปอย่างราบรื่น
กระแสการค้าการลงทุนสองทิศทางยังสะท้อนผ่านสินค้าและบริการของไทย โดย PAÑPURI (ปัญญ์ปุริ) แบรนด์เวลเนสแบบองค์รวมของไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศ แบรนด์เวลเนสแบบองค์รวมของไทย ซึ่งได้รับความนิยมจากผลิตภัณฑ์เครื่องหอมจากพืชพรรณและศาสตร์แห่งการดูแลความงาม ได้เลือกฮ่องกงเป็นก้าวแรกในการขยายธุรกิจนอกประเทศไทย และได้เติบโตจนมีบูติกหลายแห่งทั่วฮ่องกง โดยใช้ฮ่องกงเป็นฐานสำนักงานภูมิภาคในการกำกับดูแลการดำเนินงานครอบคลุมจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า นอกจากนี้ แบรนด์เจลาโต้ชื่อดังอย่าง Blendies ก็ได้เลือกฮ่องกงเป็นสถานที่ตั้งสาขาแรกนอกประเทศไทยเช่นเดียวกัน
วันนี้คนในฮ่องกงจึงสามารถสัมผัสทั้งความผ่อนคลายและรสชาติความอร่อยจากกรุงเทพได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เองที่ย้ำเตือนว่าเส้นทางเชื่อมโยงนี้ไม่ได้เคลื่อนย้ายแค่เงินทุนหรือข้อตกลงธุรกิจ แต่ยังส่งต่อความสุขและกลิ่นอายจากบ้านเกิดอีกด้วย
สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนในฮ่องกง สามารถติดต่อ "นายพนากร เดชธำรงวัฒน์" (Mr Panakorn Dejthumrongwat) Head of Business and Talent Attraction / Investment Promotion ประจำ InvestHK ได้ทางอีเมล [email protected]