คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

ศึก มอก.เหล็กข้ออ้อยเดือด! จี้คุมการผลิตต้นทาง สกัดเสี่ยงคุณภาพตกเกรด

ที่มา: ข่าวสด

มอก.เหล็กข้ออ้อย ประชาพิจารณ์ 2 รอบยังไร้ข้อสรุป ปมคุมแค่คุณสมบัติปลายทาง ด้านผู้เชี่ยวชาญ–ประชาชน จี้คุมขั้นตอนผลิตต้นทางเข้ม

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชาพิจารณ์ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก.เหล็กข้ออ้อย ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 ผลปรากฎว่ายังไม่มีข้อสรุป

โดยประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กไทย และข้อถกเถียงในการกำหนดมาตฐาน มอก. คือกรรมวิธีการผลิตจากเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF กับเตาหลอมไฟฟ้า หรือ EF และเตาที่ใช้กระบวนการทางเคมีและออกซิเจนบริสุทธิ์เป่าด้วยแรงดันสูง หรือ BO ว่ามาตรฐานใหม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ หรือจำเป็นต้องควบคุมไปถึงกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง

นายพงศ์เทพ เทพบางจาก รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และหนึ่งในกรรมการวิชาการ คณะที่ 84 หรือ กว.84 เปิดเผยว่า หัวใจของมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างควรอยู่ที่ความปลอดภัยและความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะเหล็กเส้นไม่ใช่สินค้าทั่วไป แต่เป็นวัสดุโครงสร้างที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนใช้งาน

“สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำสเปก หรือข้อกำหนดคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้ามาใช้เท่านั้น เพราะแม้แต่จีนก็มีกำหนดข้อกำหนดด้านเทคโนโลยีการผลิตไว้อย่างรัดกุม เช่น การกำหนดกรรมวิธีการผลิตด้วย EF และ BO รวมถึงการกำหนดให้เหล็กเกรดต้านทานแผ่นดินไหว ต้องผ่านกระบวนการปรุงนอกเตาหลอม หรือ External Refining เป็นข้อกำหนดที่สะท้อนว่าคุณภาพของเหล็กสำหรับงานโครงสร้างไม่ควรถูกพิจารณาเฉพาะผลทดสอบของผลิตภัณฑ์ปลายทางเท่านั้น แต่ต้องมองย้อนกลับไปถึงกระบวนการผลิตด้วย”

นายพงศ์เทพ กล่าวว่าการที่ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ เนื่องจากเหล็กเส้นเมื่อถูกนำไปใช้ในโครงสร้างแล้ว เหล็กจะถูกฝังอยู่ภายในคอนกรีตไม่สามารถตรวจสอบได้อีก

ทั้งนี้ สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ผลการทดสอบคือ ความสม่ำเสมอของคุณภาพ หรือ Consistency ผลการทดสอบแต่ละครั้งเป็นเพียงการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณเหล็กทั้งหมดที่ผลิตออกมา ในกรณีเหล็กอาจเป็นการสุ่มในระดับเพียง ppm

ดังนั้น การผ่านการทดสอบจากตัวอย่างจำนวนจำกัดตามเงื่อนไขของร่าง มอก. จึงไม่สามารถยืนยันคุณภาพของเหล็กเส้นทั้งหมดได้ จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่ต้นทาง

ด้านนายณรงค์ ลิมะเสถียร จากบริษัท ไพรม์เมทอล เทคโนโลยีส์ ผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมและก่อสร้างเครื่องจักรสำหรับโรงงานผลิตเหล็ก ให้ความเห็นกรณีที่มีการเสนอแนวคิดในการนำเครื่องปรับปรุงคุณภาพโลหะหลอมเหลวด้วยการเป่าก๊าซผสมระหว่างอาร์กอนและออกซิเจน หรือ AOD (Argon Oxygen Decarburization) มาติดตั้งร่วมกับเตา IF เพื่อผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อย

โดยปกติเครื่อง AOD ออกแบบมาเพื่อใช้ในการผลิตเหล็กสแตนเลส ถือเตาที่ใช้สำหรับเปลี่ยนสภาพน้ำเหล็กดิบหรือน้ำเหล็กที่ละลายมาแล้ว ให้กลายเป็นเหล็กกล้าที่มีคุณภาพสูง (Converter) ชนิดหนึ่ง ซึ่งหน้าที่หลักของ Converter คือการลดปริมาณคาร์บอนในน้ำเหล็กลง ด้วยการพ่นออกซิเจนลงในน้ำเหล็ก

แต่ทั้งนี้ ในการผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อย โดยใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ เศษเหล็กทั่วไปมีปริมาณคาร์บอนใกล้เคียงกับปริมาณคาร์บอนที่ต้องการในผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว จึงมีข้อสงสัยว่า มีเหตุผลทางเทคนิคประการใดที่จะต้องใช้ AOD เพื่อลดปริมาณคาร์บอนลง

นอกจากนี้ Converter ทั้งหลาย (รวมถึง AOD) ไม่มีระบบที่จะจ่ายพลังงานไฟฟ้าเข้าไปให้เกิดความร้อน แต่พลังงานความร้อนเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของการลดคาร์บอน หากไม่มีการลดคาร์บอน หรือลดแต่เพียงเล็กน้อย ก็มีข้อสงสัยอีกว่า กระบวนการจะดำเนินไปได้อย่างไร

นายณรงค์ กล่าวต่อว่า การออกแบบกระบวนการผลิตนั้น นอกจากความเป็นไปได้ในทางเทคนิคแล้ว ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ด้วย ปัจจุบันการผลิตเหล็กเส้นด้วย IF นั้นใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าเตาหลอมด้วยไฟอาร์ก หรือ EAF แต่การที่ IF ไม่มีขั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพเหล็กหลอมเหลว หรือ Refining นั้นทำให้ต้นทุนต่ำกว่า

ด้วยเหตุดังกล่าว หากมีการเพิ่มขั้นตอน Refining ในการผลิตด้วย IF ก็เล็งเห็นได้ว่า ต้นทุนการหลอมเศษเหล็กจากกระบวนการ IF ที่มี Refining ย่อมสูงกว่า การหลอมเศษเหล็กด้วย EAF ซึ่งในอนาคตหากอนุญาตให้ผลิตด้วย IF ต่อไป โดยใช้ AOD เป็นเหตุผลรองรับว่าได้มี Refining Unit แล้ว จึงกังวลว่าอาจมีผู้ผลิต IF บางรายอาจจะข้ามขั้นตอน หรือ Bypass กระบวนการ AOD ในการผลิตจริง เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุน”

นายฉัตรชัย สมศิริ อดีตอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโลหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การกำหนดมาตรฐานควรพิจารณาที่กระบวนการผลิต ทั้งการออกซิเดชัน การรีดักชัน และการทำความสะอาดน้ำเหล็ก

เตา IF เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำจัดฟอสฟอรัสและกำมะถันที่ปนอยู่ในเศษเหล็กได้ และผู้ประกอบการจะต้องมีจริยธรรมประกอบการร่วมการบริหารด้วย

นายธีรยุทธ เลิศรังสรรค์ อนุกรรมการกลุ่มเตาอาร์ก และผู้แทนจากสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า กล่าวว่า มลทินในเหล็กจากกระบวนการ IF อาจกระทบความเหนียว ความสามารถในการรับแรงจากแผ่นดินไหว และคุณสมบัติการเชื่อม

ขณะที่กระบวนการ EAF และเตาสำหรับผลิตเหล็กกล้าโดยใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์เป่าด้วยแรงดันสูงลงบนน้ำเหล็กดิบเพื่อกำจัดคาร์บอน (BOF) มีขั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพเหล็กหลอมเหลว และการควบคุมตะกรัน (Slag) ที่มีประสิทธิภาพกว่า

พร้อมยกกรณีจีนที่ห้ามใช้ IF ผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้จะติดตั้งระบบปรุงน้ำเหล็กเพิ่มเติม

น.ส.ศุภการ เพชรยนต์ นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนด้านภาคประชาชน กล่าวว่า มาตรฐานต้องหมายถึงคุณภาพที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่บางครั้งผ่านบางครั้งไม่ผ่าน ซึ่งเหล็กเส้นเป็นวัสดุที่ฝังอยู่ในโครงสร้างอาคาร และไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายหลังการก่อสร้าง จึงไม่ควรนำความเสี่ยงด้านคุณภาพมาแลกกับต้นทุนที่ลดลง

นายวรชาติ อหาริก ตัวแทนภาคประชาชนและผู้บริโภค เรียกร้องให้ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทางการผลิต ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผลทดสอบปลายทาง พร้อมเตือนว่าการแข่งขันด้านราคาที่ทำให้ผู้รับเหมามุ่งเลือกเหล็กราคาถูก อาจผลักความเสี่ยงด้านคุณภาพไปยังประชาชน จึงควรเน้นการป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย แทนการแก้ไขภายหลัง

ความคิดเห็น