"ซินโนโลจี้" เผยผลสำรวจความพร้อมธุรกิจไทยสู่ AI Transformation พบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง องค์กรยังมีช่องว่างด้านการรับมือภัยคุกคามและการควบคุมการใช้ AI พร้อมเสนอ 3 รากฐาน Data Infrastructure, Cyber Resilience และ AI in the Workplace
KEY POINTS
- AI กำลังเปลี่ยนความคาดหวังต่อดาต้าอินฟราสตักเจอร์และ Cyber Resilience
- ผลสำรวจชี้ว่าความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งสำหรับธุรกิจ
- ธุรกิจไทยจะขยายการใช้ AI ได้เมื่อข้อมูลพร้อมใช้ ระบบสามารถกู้คืนได้ และการกำกับดูแลทำงานได้จริง
- AI ในที่ทำงานควรเริ่มจากโจทย์ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมคำตอบที่ชัดเจนว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเข้าถึงได้ และข้อมูลใดถูกส่งออกไป
การนำ AI ไปใช้ในองค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ระบบรับมือภัยคุกคาม และการกำกับดูแลการใช้งาน
แอนโทนี่ หยาง หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด (Synology) กล่าวว่า AI กำลังขยับจากการเลือกเครื่องมือไปสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการจัดเก็บ เข้าถึง ปกป้อง และนำข้อมูลมาใช้ได้ทันต่อการตัดสินใจ
สำหรับการขยายการใช้งาน AI องค์กรจึงต้องมีข้อมูลที่พร้อม ระบบที่รองรับเวิร์กโหลด และความสามารถในการกลับมาดำเนินธุรกิจได้เมื่อเกิดเหตุ ขณะที่หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือข้อมูลที่กระจายอยู่หลายแหล่งและมีความซับซ้อน
ซินโนโลจี้ เสนอ 3 รากฐานที่ธุรกิจควรพัฒนาควบคู่กันไปเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AI Transformation ได้แก่ Data Infrastructure เพื่อจัดเตรียมข้อมูลสำหรับ AI, Cyber Resilience เพื่อจำกัดดาวน์ไทม์และเร่งการกู้คืนระบบ และ AI in the Workplace เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายใต้ Data Governance ที่ตรวจสอบได้
อินฟราฯ-ข้อมูล โจทย์ใหญ่ก่อนขยาย AI
ผลสำรวจ “The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey” พบว่า 86% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยเห็นว่า AI-ready Infrastructure มีความสำคัญต่อเวิร์กโฟลว์และประสิทธิภาพการทำงาน
อย่างไรก็ตาม มีเพียง 31.3% ที่มองว่ามีความสำคัญมาก
ด้านอุปสรรคต่อการใช้ AI พบว่า 64.4% ระบุว่า ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นความท้าทายอันดับหนึ่ง ตามด้วยคุณภาพและความพร้อมใช้ของข้อมูล 47.3% และต้นทุนการติดตั้งระบบ 33.7%
สำหรับธุรกิจ ความท้าทายเหล่านี้หมายถึงระยะเวลาในการเตรียมข้อมูลที่นานขึ้น การตัดสินใจที่ช้าลง และผลตอบแทนจาก AI ที่เกิดขึ้นได้ยากขึ้น โดย GPU ที่ทรงพลังอาจสร้างผลลัพธ์ได้ไม่เต็มที่ หาก Storage และ Data Path ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบวิเคราะห์ไม่ทันเมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้น
องค์กรจึงต้องบริหารทั้งความเร็วและต้นทุนของการจัดเก็บข้อมูล ผ่าน Data Tiering และ Data Reduction เพื่อจัดวางข้อมูลให้เหมาะกับการใช้งานและใช้พื้นที่จัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ
'Cyber Resilience' ต้องมากกว่าแบ็กอัป
อีกประเด็นที่ซินโนโลจี้ให้ความสำคัญคือความสามารถในการรับมือภัยคุกคามจาก AI โดยมีเพียง 9.5% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยที่มั่นใจมากว่าองค์กรพร้อมรับมือภัยคุกคามจาก AI ขณะที่ 38.5% ระบุว่ายังไม่พร้อม
แม้ 92% ขององค์กรจะใช้เครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถกู้คืนจากแรนซัมแวร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ข้อมูลสำรองยังปลอดภัย ขณะที่ 32.5% ยังไม่มั่นใจว่าจะกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุ
การสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ หากองค์กรไม่สามารถกู้คืนข้อมูลและกลับมาดำเนินงานได้ตามเวลาที่กำหนด
ทุกนาทีที่ระบบหยุดทำงานส่งผลต่อรายได้ การให้บริการ และความเชื่อมั่นของลูกค้า แบ็กอัปที่ดีจึงต้องช่วยให้ธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็ว ด้วยข้อมูลสำรองที่แยกจากโพรดักชันแก้ไขไม่ได้ และกู้คืนได้จริง
แนวทางที่ ซินโนโลจี้ แนะนำคือการแยกแบ็กอัปอินฟราสตรักเจอร์ออกจากโพรดักชันและใช้หลักแบ็กอัป 3-2-1-1-0 ประกอบด้วยข้อมูล 3 ชุด บนสื่อ 2 รูปแบบ เก็บ 1 ชุดนอกสถานที่ และอีก 1 ชุดเป็น Immutable หรือออฟไลน์ พร้อมทดสอบการกู้คืนเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด
ธุรกิจไทยจะขยายการใช้ AI ได้เมื่อข้อมูลพร้อมใช้ ระบบสามารถกู้คืนได้ และการกำกับดูแลทำงานได้จริง
AI ในที่ทำงาน ต้องคู่ 'Data Governance'
รหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กร โดยมีโอกาสช่วยลดเวลางานที่ต้องทำด้วยตนเอง
AI กำลังเปลี่ยนความคาดหวังต่อดาต้าอินฟราสตักเจอร์และ Cyber Resilience
ผลสำรวจพบว่า 73% ของบุคลากรในประเทศไทยใช้เวลากับงานเอกสารแบบ Manual มากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การใช้ AI ช่วยเรียบเรียงเอกสาร สร้างงานนำเสนอ วิเคราะห์สเปรดชีต และสรุปการประชุม จึงเป็นหนึ่งในแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ในที่ทำงานมาพร้อมความเสี่ยงด้านข้อมูล โดย 34% ขององค์กรยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน มีเพียง 26.1% ที่บังคับใช้มาตรการทางเทคนิค และ 47.1% ระบุว่าไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเครื่องมือ AI ภายนอกจัดการกับข้อมูลที่ส่งไปอย่างไร
องค์กรจึงต้องกำหนด Policy ให้เชื่อมโยงกับสิทธิ์การเข้าถึง การบันทึกกิจกรรม และเส้นทางของข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้
AI ในที่ทำงานควรเริ่มจากโจทย์ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมคำตอบที่ชัดเจนว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเข้าถึงได้ และข้อมูลใดถูกส่งออกไป การควบคุมที่ตรวจสอบได้จะช่วยให้องค์กรขยายการใช้งานได้อย่างมั่นใจ
4 แกนธุรกิจ รับตลาด AI
รหัทเผยว่า ตลาดสตอเรจยังมีความท้าทายจากความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานทั้ง SSD และ HDD โดยปี 2569 ราคาหน่วยความจำ NAND Flash เพิ่มขึ้นกว่า 305% ขณะที่ระยะเวลาจัดส่งฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ความจุสูงล่าช้ากว่า 52 สัปดาห์
สำหรับซินโนโลจี้ การทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์อย่างต่อเนื่องช่วยให้บริหารการส่งมอบได้ตามกำหนด ขณะที่ราคาปรับตามภาวะตลาด และบางส่วนยังสามารถทำราคาได้ต่ำกว่าตลาดจากการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า
ทิศทางธุรกิจของซินโนโลจี้อยู่ภายใต้ 4 แกนหลัก ได้แก่ การจัดเก็บและจัดการข้อมูล การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การปกป้องข้อมูล และระบบรักษาความปลอดภัยและเฝ้าระวัง
เป้าหมายในปีนี้คือการขยายฐานลูกค้าทั้งกลุ่มองค์กรและลูกค้าทั่วไป โดยคาดว่าธุรกิจในปี 2569 จะเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก