คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

สาธิต กาลวันตวานิช ยื่น Resume เป็นศิลปินหน้าใหม่ด้วยผืนผ้าใบ 29 ก.ย. 2569

ที่มา: bangkokbiznews.com

สาธิต กาลวันตวานิช นักโฆษณาระดับตำนาน จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวในวัย 66 ปี ใช้ชื่อว่า ‘The Resume’ เพื่อยื่นใบสมัครในฐานะศิลปินหน้าใหม่ พร้อมคอลแล็บส์ปรมาจารย์สถาปัตย์

- สาธิต กาลวันตวานิช นักโฆษณาระดับตำนาน จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวในวัย 66 ปี โดยใช้ชื่อว่า ‘The Resume’ เพื่อเป็นการยื่นใบสมัครในฐานะศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งทั้งชีวิตไม่เคยเขียน Resume แม้แต่ฉบับเดียว

- นิทรรศการไม่ได้นำเสนอความสำเร็จในอดีต แต่สะท้อนปรัชญา ‘โง่ศาสตร์’ ที่เน้นการกล้าลองผิดลองถูกและเรียนรู้จากความล้มเหลวจากประสบการณ์ทำงานในบริษัทสามหน่อ, Phenomena, Propaganda

- ผลงานศิลปะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ เช่น Space Dude, B. Betty และ Snail Kid รวมถึงมีการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับศิลปินแห่งชาติ นิธิ สถาปิตานนท์

- แนวคิดหลักของนิทรรศการคือ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป” เพื่อสื่อว่าอายุไม่สามารถหยุดยั้งพลังแห่งการสร้างสรรค์ได้

ในโลกที่ทุกคนต่างขวนขวายเขียนประวัติการทำงาน (Resume) ให้สมบูรณ์แบบเพื่อแสดงความสำเร็จ สาธิต กาลวันตวานิช (หรือ “พี่แก่”) ในวัย 66 ปี กลับเลือกที่จะทำสิ่งที่ตรงกันข้าม

ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา สาธิตไม่เคยทำ Resume และ Curriculum Vitae อย่างเป็นทางการแม้แต่ฉบับเดียว เพราะทันทีที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ถูกดึงตัวเข้าสู่วงการโฆษณาและโลดแล่นเรื่อยมาโดยไม่ต้องยื่นเอกสารสมัครงานที่ไหน

แต่ในวันนี้ ‘สาธิต กาลวันตวานิช’ หนึ่งในนักออกแบบระดับตำนานในวงการโฆษณาไทย ได้จัดนิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งสำคัญ ชื่อ Satit SOLO Exhibition: ‘The Resume’ - เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป โดยใช้ผืนผ้าใบเขียนรูปเป็น Resume แผ่นยักษ์ในการ “ยื่นใบสมัครงาน” ครั้งแรกต่อหน้าประชาชนและวงการศิลปะ ในฐานะ ศิลปินหน้าใหม่ (Fine Art) อย่างเต็มตัว

สาธิต กาลวันตวานิช กับ ‘ภาพพอร์เทรตใบหน้า’ บันทึกช่วงชีวิตการทำงานขณะนำทัพคนโฆษณาในนาม Phenomena สิ่งหนึ่งที่ผู้คนในวงการจดจำเขาในฐานะผู้กำกับ คือ ‘storyboard สีน้ำ’ อันมีเอกลักษณ์ ลูกค้ามักเจาะจงให้เขาวาดด้วยตัวเองเพื่อสัมผัสสีหน้าและอารมณ์ของตัวละครผ่านน้ำหนักฝีแปรง

การเดินทางของ ‘DOT’ และวิถี ‘โง่ศาสตร์’

(นิทรรศการ) The Resume ของสาธิตไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่ออวยความสำเร็จในอดีต แม้เขาจะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโฆษณาและโปรดักชันระดับตำนานอย่าง สามหน่อ และ ฟีโนมีนา (Phenomena) รวมทั้งแบรนด์ดีไซน์ระดับโลกอย่าง Propaganda ผู้ร่วมสร้างสรรค์คาแรคเตอร์สุดทะเล้น Mr. P และการทำหน้าที่ที่ปรึกษา Brand Narrative ในนาม studio avocado ก็ตาม

แต่ศิลปินบอกว่า นิทรรศการนี้มีไว้เพื่อ “เปลือยเปล่าความล้มเหลว ความดื้อรั้น และความโง่เขลา”

ในมุมมองของการทำงาน สาธิตเชื่อว่า ‘ข้อจำกัด’ คือ ต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ และหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตคือ ปรัชญา ‘กล้าโง่’ เพราะหากเรากลัวโง่ เราจะไม่กล้าเหยียบเข้าไปในพื้นที่ที่คนอื่นไม่กล้าไป

หนึ่งในงานที่สะท้อนและเปรียบเทียบชีวิตในช่วงยุคเปิดบริษัท ‘สามหน่อ’ เล่าเรื่องราวของผู้คนในห้องต่างๆ เช่น ห้องอาหาร ห้องประชุม และศาล (แรงบันดาลใจจากซีรีส์ดังปีนี้)

“ชีวิตของผมนำทางด้วยปรัชญาที่เรียกว่า โง่ศาสตร์ - ศาสตร์แห่งการลองทำสิ่งสนุกๆ โดยไม่ต้องมีแผนธุรกิจรองรับ การก้าวออกจาก comfort zone (พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายและคุ้นเคย) เข้าหาความเสี่ยงจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็ว

และหากต้องเกิดบาดแผลจากการลองผิดลองถูกก็ควรยินดี เพราะนั่นคือบทเรียนจริงจากประสบการณ์

ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมใหม่ๆ หรือ ‘สิ่งของเปลี่ยนโลก’ เกิดจากความกล้าเสี่ยง กล้าล้มเหลว หรือแม้แต่เกิดจากข้อผิดพลาด

ยิ่งในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท การเอาตัวรอดไม่ใช่การทำสิ่งที่ทุกคนทำได้ แต่เป็นการก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่มีการแข่งขันน้อยที่สุด ทว่ามีความต้องการซ่อนอยู่ที่ผู้คนมองข้ามไป"

นิทรรศการ Satit SOLO Exhibition: ‘The Resume’

สาธิตเชื่อว่าการเดินทางสร้างสรรค์อันยาวนานไม่ได้เกิดจากความฉลาดหลักแหลม แต่เกิดจาก ใจที่พร้อมจะล้ม แล้วลุกขึ้นมาเชื่อมโยง Head (สมอง), Heart (หัวใจ) และ Hand (สองมือ) เข้าด้วยกัน ทุกประสบการณ์ในอดีตเปรียบเสมือน DOT หรือ “จุด” ที่ถูกสะสมและนำมาถักทอจนกลายเป็น การทำงานศิลปะ ซึ่งเริ่มต้นในวันที่เขาอายุเข้าวัยเกษียณ

โลกแห่งจินตนาการและ ‘กระบวนการหนีตาย’ บนผืนผ้าใบ

ผืนผ้าใบในโลกศิลปะของสาธิต เต็มไปด้วยสีสันที่กลืนง่ายและดูสนุกสนาน ทว่าซ่อน สาระสำคัญเกี่ยวกับมนุษย์และโลกอนาคต ผ่าน 3 คาแรคเตอร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่อย่างมีเอกลักษณ์ โดยสื่อสารออกมาเป็นภาพวาดและงานประติมากรรม

Space Dude (สเปซ ดู๊ด) : ตัวแทนของจิตวิญญาณนักผจญภัย (Explorer) ที่มีความปรารถนาในการเชื่อมโยง (Connect) กับจักรวาลและสิ่งใหม่ๆ แม้การออกเดินทางผจญภัยจะต้องแลกมาด้วยบาดแผลและการบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้าเฝือกบ้างก็ตาม

B. Betty (บี เบตตี้): เด็กสาวที่ถือมีดปังตอ (บางภาพถือค้อน) ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อฟาดฟันใคร แต่เป็นสัญลักษณ์ของจิตใจที่แข็งแกร่ง เธอมาตั้งคำถามกับเราทุกคนระหว่างทางเลือก Stand Up (เส้นแนวตั้ง - การยืนหยัด) หรือ Give Up (เส้นแนวนอน - การยอมแพ้) ว่าเรามีความกล้าพอที่จะยืนหยัดพูดความจริงและทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อโลกหรือไม่

Snail Kid (สเนล คิด): เด็กที่หลอมรวมฝังตัวลงในเปลือกหอยทาก สะท้อนสัญชาตญาณความรักธรรมชาติอย่างสุดโต่ง แต่ก็กวนด้วยการถือซ่อมเอสคาร์โกเพราะความหิว สะท้อนความย้อนแย้งในตัวมนุษย์ พร้อมกับร้องเพลงฮาร์โมไนซ์ไปกับมหาดุริยางค์แห่งท้องทะเล (การส่งโซนาร์ของวาฬเพื่อการสื่อสาร)

คาแรคเตอร์กลุ่มนี้ สาธิตเคยนำไปเปิดตัวครั้งแรกในนิทรรศการ โง่ศาสตร์ (The Wisdom of Stupidity) ณ PLAY art house ถนนทรงวาด เมื่อกลางปีที่ผ่านมา

ภาพ Increasing Entropy (บี.เบตตี้ ถือค้อน) มีการลากเส้นตรงในภาพแทนคำถามให้ตัดสินใจ “คุณจะประสานรอยร้าวหรือจะทุบให้ร้าวมากกว่าเดิม”

สาธิตกล่าวด้วยว่า หนึ่งในเทคนิคการทำงานศิลปะของเขาคือ “กระบวนการหนีตายในการสร้างสรรค์” เขาไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไร มิหนำซ้ำยังใช้สีที่เหลือติดกระป๋องจากงานชุดก่อน ควักขึ้นมาแล้วป้ายลงไปบนผ้าใบ เมื่อเกิดความผิดพลาดก็ต้องหาทางแก้และพาภาพไปให้รอด

“หากวาดแล้วตาห่างเกินไปจนดูโหง้วเฮ้งไม่ดี ก็จับใส่แว่นเพื่อแก้ปัญหา(วาดแว่นตาเพิ่ม)” สาธิตยกตัวอย่างและว่า กระบวนการนี้ทำให้ผลงานหลุดออกจากกรอบเดิมๆ

นอกจากนี้ เขายังนำเส้นเรขาคณิต สมการคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ เข้ามาสวมในภาพพอร์เทรต เพื่อชวนให้คิดว่าสรรพสิ่งต่างมีโครงสร้างซ่อนอยู่

The Hunt, Aero-Tactics เล่าเรื่องแมงปอนักล่าผู้ไม่เคยพลาดเป้าเพราะการบินของปีกที่ไม่เหมือนใคร

ภาพตั๊กแตนตำข้าวซ้อนทับรูปทรงเรขาคณิต

สะพานเชื่อมความคิดและลายเส้นระดับครู

ผลงานศิลปะของสาธิตยังโดดเด่นด้วยการดึงสิ่งสองสิ่งที่อยู่คนละขั้วมาเชื่อมโยงกันได้อย่างน่าทึ่ง เช่น การนำพฤติกรรมการบินของ แมงปอ ที่ล่าเหยื่อสำเร็จถึง 95% ด้วยปีกที่ขยับเป็นอิสระ มาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การคุมพื้นที่ทางอากาศในสนามฟุตบอล

เช่นเดียวกับภาพ ตั๊กแตนตำข้าว ที่ซ้อนทับกับรูปทรงเรขาคณิตการเติบโตของเมือง สะท้อนความทรงจำวัยเด็กที่กำลังเลือนหาย แต่การยังมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้กลับมอบความหวังในการรักษาธรรมชาติควบคู่ไปกับความเจริญ

เบื้องหลังลายเส้นที่ตรงไปตรงมาและสีสันสะดุดตาของสาธิตแฝงไปด้วยเรื่องราว ความคิดเห็น ความรู้สึก ปรัชญา ข้อเท็จจริงสารพัดเรื่อง แม้แต่แมงปอบินยังไงเขาก็รู้! อดสงสัยไม่ได้เขามีไลฟ์สไตล์แบบไหน

สาธิตตอบข้อสงสัยนั้นว่า "ผมไม่ได้เติบโตมาในฐานะเด็กเรียนเก่ง ผลการเรียนอยู่ในระดับ B ถึงเกือบ C แต่ได้รับอิทธิพลและความรักใน ‘การเรียนรู้’ มาจากคุณแม่ซึ่งเป็นบรรณารักษ์รางวัลยอดเยี่ยมของโรงเรียนวัดลิงขบ (โรงเรียนวัดบวรมงคลราชวรวิหาร) คุณแม่มักจะนำหนังสือใหม่ๆ มาวางไว้รอบตัวผมเสมอ

พอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ผมได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนรุ่นพี่สายเนิร์ดที่หลงใหลในฟิสิกส์และศิลปะ จึงมักพากันไปสิงอยู่ในห้องสมุด AUA (American University Alumni Language Center) และพยายามอ่านหนังสือ Textbook วิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ สไตล์การอ่านของผมไม่ใช่การอ่านหนังสือเล่มหนาๆ รวดเดียวจบ แต่เน้นการอ่านเล็กอ่านน้อย ทำสม่ำเสมอทุกวัน”

สาธิตเก็บเกี่ยวความรู้และแรงบันดาลใจหลากหลายมิติจาก การอ่านหนังสือ ตั้งแต่วรรณกรรมอย่าง 'มูซาชิ' ผลงานของ 'ฮารุคิ มุราคามิ' ตลอดจนเรื่องราวประวัติศาสตร์เอกภพ การเกิดบิ๊กแบง สภาวะธำรงดุลของโลก (Homeostasis) ไปจนถึงการอ่านหนังสือ Sapiens ความยาว 600 หน้าจนจบ

ผลงานชื่อ Cross Pollination การผสมเกสรข้ามศาสตร์ของ Mr. P

นอกจากนี้ ในนิทรรศการฯ ยังมีความพิเศษของคอลเลกชัน Mr. P “ทำบุญ ทำงาน ทำใจ” ที่ได้ร่วมคอลแล็บส์กับ นิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบร่วมสมัย) ประจำปี พ.ศ. 2544 และผู้ก่อตั้งบริษัท A49 สร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานชื่อ Cross Pollination การผสมเกสรข้ามศาสตร์ของ Mr. P เป็นงานประติมากรรมมิสเตอร์พีนั่งอยู่บน House Chair I ในมือถือไม้ลูกกลิ้งปาดสีผนัง มีกระป๋องสีวางอยู่ข้างๆ พร้อมสัญลักษณ์ประติมากรรมนกนางนวลเกาะอยู่บนพนักเก้าอี้

House Chair I เป็นเก้าอี้ไม้ที่อาจารย์นิธิออกแบบไว้เมื่อปีพ.ศ.2548 เพื่อวางไว้หน้าบ้าน ไว้ใส่รองเท้าหรือนั่งคอยรถ ซึ่งสัดส่วนได้ออกแบบให้สูงและกว้างใหญ่กว่าเก้าอี้ปกติ ให้ดูสง่างามและมีรูปลักษณ์เป็น art piece ชิ้นหนึ่งวางอยู่หน้าบ้าน โดยแผ่นไม้ส่วนที่นั่งออกแบบให้ช่างถากไม้ตามแบบสเก็ตช์ ทำให้บางเบาและดูอ่อนช้อยขึ้นมาก ทำด้วยไม้เก่า นายช่างผู้ฝากฝีมือไว้กับเก้าอี้ตัวนี้คือ ไสยาสน์ เสมาเงิน ช่างไม้ผู้มีชื่อเสียงแห่งวงการศิลปะไทย

ต้นแบบ House Chair I เดิมทาสีเป็นสีไม้ธรรมชาติ พอวางไว้หน้าบ้านได้ 5 ปี จึงเปลี่ยนเป็นสีดำ ให้อีกอารมณ์หนึ่ง พอถึงปีพ.ศ.2565 ได้เปลี่ยนสีอีกครั้งเป็นสีแดงจนถึงวันนี้

สาธิตกล่าวด้วยว่า ประติมากรรมมิสเตอร์พีใน Cross Pollination ยังได้รับเกียรติจากอาจารย์นิธิจรดปลายปากกาสเก็ตช์ลายเส้นสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นผลงานออกแบบของอาจารย์ด้วยมือของอาจารย์เองลงบนตัว Mr. P ซึ่งถือเป็นงานทรงคุณค่าที่หาได้ยากในยุคดิจิทัล

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป

นิทรรศการ ‘The Resume’ ครั้งนี้ จึงไม่ใช่บทสรุปของชีวิต หรือการประกาศศักดาของคนที่ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เป็นตำนาน” แต่สำหรับชายวัย 66 ปีผู้นี้ ชีวิตมีเพียงคำว่า “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป” (Don't Stop Me Now) กาลเวลาหรืออายุไม่สามารถหยุดยั้งพลังแห่งจินตนาการได้

นิทรรศการ Satit SOLO Exhibition: ‘The Resume’ - เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทำต่อไป จัดแสดง ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน วันนี้ - 4 ต.ค.2569

สาธิต กาลวันตวานิช ฝากข้อความถึงผู้ชมทุกคนไว้อย่างน่าคิดว่า “ถ้าสาธิตทำได้ ทุกคนก็ทำได้ แค่สะสม DOT ของคุณไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันที่คุณเป็นตัวเองที่มีความเฉพาะตัวที่สุด”

ความคิดเห็น