“สภาพัฒน์” ประเมินวิกฤตราคาน้ำมันโลกจ่อทรงตัวสูงระยะยาว หลังโครงสร้างพื้นฐานตะวันออกกลางเสียหายหนัก เชื่อเงินเฟ้อไทยยังอยู่ในกรอบ 3% จับตาดุลบัญชีเดินสะพัดหลังตัวเลขนำเข้าสูง ชี้การนำเข้านำมันไทยชะลอลง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่จำเป็นเนื่องจากการบริโภคยังสูง
- สภาพัฒน์ฯ ชี้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่ยุติ และความเสียหายของแหล่งผลิตน้ำมันที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์
- ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเริ่มส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภค แต่คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 3%
- ประเด็นที่ต้องจับตาคือดุลบัญชีเดินสะพัด ที่อาจได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้นจากภาวะเงินบาทอ่อนค่า
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์พลังงานโลก โดยประเมินว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในลักษณะ New Normal หรืออาจปรับตัวสูงขึ้นอีก เนื่องจากความขัดแย้งและการรบในพื้นที่ตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงหรือตกลงกันได้ในเร็ววัน
นายดนุชา ระบุว่า จากข้อมูลการหารือของบริษัทน้ำมันชั้นนำระดับโลก พบว่าความเสียหายของสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบการผลิตน้ำมัน (Oil Facilities) ในตะวันออกกลางมีความรุนแรงมากกว่าภาพที่ปรากฎ ซึ่งการบูรณะซ่อมแซมทำได้ยากและต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร เนื่องจากเจอปัญหาข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการขนส่งอุปกรณ์ในการซ่อมแซม ไม่ใช่เพียงปัญหาการปิดท่าเรือหรือช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ท่าทีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงหรือดำเนินมาตรการทางทหารอย่างจริงจังเมื่อเทียบกับสงครามอ่าวในอดีต เนื่องจากสหรัฐฯ มีปัญหาภายในประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข
เมื่อถามว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะส่งผลต่อสถานการณ์น้ำมันหรือไม่ นายดนุชกล่าวการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ส่งผลให้ที่นั่งของรัฐบาลในพรรครีพลับรีกันลดลง ก็อาจทำให้การดำเนินนโยบายสงครามในต่างประเทศชะลอตัวลงตามไปด้วย
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เลขาธิการ สศช. ชี้ว่า แม้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเริ่มส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) แต่ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย ณ ปัจจุบัน ยังคงสามารถรักษาให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ประมาณ 3% ได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามคือดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เนื่องจากภาวะเงินบาทที่อ่อนค่าลงทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันแพงขึ้น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยขาดดุลในไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้บริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันจากหลากหลายพื้นที่ และชะลอการเร่งนำเข้ารีบด่วนเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2
ต่อกรณีตัวเลขอัตราการนำเข้าสินค้าที่พุ่งขึ้นสูงถึง 50% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา นายดนุชาระบุว่า จำเป็นต้องวิเคราะห์ภาพรวมตลอดทั้งไตรมาสและพิจารณาแยกประเภทสินค้าหากเป็นการนำเข้าสินค้าทุน (Capital Goods) เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต จะถือเป็นสัญญาณบวกต่อทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการผลิตของไทยในระยะข้างหน้า
เมื่อถามว่าตอนนี้ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นายดนุชากล่าวว่าในส่วนของตัวเลขทางเศรษฐกิจภายในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวได้ดีในระดับประมาณ 3.7% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายตัวเลขจำนวนคน แต่พบว่ามูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว (Spending per head) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยรายได้รวมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ในภาคการส่งออก คาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มลงทุนก่อสร้างเมื่อปีกว่าที่ผ่านมา ซึ่งกำลังจะสร้างเสร็จสิ้นและพร้อมเริ่มเดินหน้าการผลิตเพื่อส่งออกในเร็ว ๆ นี้