คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

รับมือ เตือนฝนแช่ 11-14 ต.ค. เร่งระบายน้ำ’เขื่อนเจ้าพระยา’ อนุทินห่วง4-5ตุลาใต้ตกหนัก

ที่มา: มติชน

รัฐบาลสั่งภาคกลาง-กทม.รับมือ เตือนฝนแช่ 11-14 ต.ค. เร่งระบายน้ำ’เขื่อนเจ้าพระยา’ อนุทินห่วง4-5ตุลาใต้ตกหนัก ชัชชาติ’ส่งท่อซิ่งกู้ลาดกระบัง ปราจีนยังอ่วม-ชัยนาทพนังพัง

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยกล่าวภายหลังเป็นประธานประชุม บกปภ.ช.ถึงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศว่า เนื่องจากไม่มีฝนมาเติมเป็นจำนวนมากทำให้สถานการณ์ดีขึ้น และตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมฝนจะก่อตัวมากขึ้น และหนักในพื้นที่ภาคใต้ จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร ยารักษาโรค ศูนย์พักพิง ที่เน้นย้ำต้องไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอก แต่เป็นที่ที่เราขอความร่วมมือให้ประชาชนย้ายออกมาอาศัยเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตนได้สั่งการให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดใส่ใจเรื่องศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานที่ประชาชนนอนได้ อาหารการกิน เครื่องนุ่งหุ่มเครื่องนอนพร้อม ที่สำคัญที่สุดเรื่องห้องน้ำต้องสะอาด

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าฝนจะไปภาคใต้หากเทียบกับปีที่ผ่านมาจะมากกว่าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาก็ดูหนักอยู่ ขึ้นสีแดงสีส้ม แต่ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ เราก็ต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าว ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในที่ประชุม ให้จังหวัดที่ยังประสบอุทกภัย ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่จำเป็น ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบริหารจัดการและระบายน้ำในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับจังหวัดหรือพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างครอบคลุมทุกด้าน และเร่งดำเนินการควบคุมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ส่วนเรื่องสภาพอากาศ ทางกรมอุตุนิยมวิทยาชี้แจงว่า ในวันที่ 5-7 ตุลาคมจะมีฝนมากขึ้นในภาคอีสานไล่มาทางภาคตะวันตกของประเทศ และช่วงวันที่ 11-14 ตุลาคม จะมีฝนตกหนักหรือฝนตกแช่ในภาคกลาง ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ลงมา ปริมาณฝนอยู่ที่ 100 มิลลิเมตร จากนั้นจะเลื่อนไปทางตอนใต้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำว่า การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้เขื่อนหลักๆใน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70% เขื่อนสิริกิติ์ 80 % เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 70-80% มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เท่านั้นที่มีความจุเกินกว่า 100% แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เหมือนสถานการณ์น้ำในปี 2554 พร้อมย้ำว่า ในส่วนของแม่น้ำปิง และลุ่มน้ำสะแกกรัง มีแนวโน้มลดลง 500 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่อยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้น คงการระบายแนวระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วง 11 ถึง 13 ตุลาคมนี้

ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงสถานการณ์ว่า ปภ. คาดการณ์ว่าอาจจะมีฝนตก ประมาณวันที่ 5-8 ตุลาคม ลักษณะเป็นฝนวันเดียว ไม่ใช่ฝนแช่ ทั้งนี้ ได้เริ่มเป็นการปฎิบัติการเข้าไปกู้รายละเอียดเพิ่มขึ้น โดยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯจะเน้นที่สะพานสูง ซึ่งอยู่ฝั่งใต้ของคลองแสนแสบ อยู่ระหว่างแสนแสบกับประเวศ

ซึ่งจะมีการระบายช้านิดหนึ่ง เพราะต้องระบายไปที่คลองประเวศเป็นหลัก ส่วนด้านของเคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง ติดตั้งท่อซิ่งแล้ว 4 ท่อ แต่ยังไม่ได้เริ่มดูด เพราะต้องมีการทำคันให้เรียบร้อย มันจะมีคันบริเวณคลองหนึ่ง ซึ่งถ้าเราดูดไปลงคลองหนึ่ง และคันนี้ยังไม่ทำ มันจะไหลย้อนเข้ามา ซึ่งจะทำให้เสียเปล่า ซึ่งเหลือคันอีกประมาณ 100 เมตรที่ต้องวาง คิดว่าตอนเที่ยงน่าจะเริ่มสูบได้ และต้องเริ่มทำความเข้าใจกับประชาชนด้านนอกคันที่เราสูบ ว่าเขาอาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่ก็ต้องช่วยเหลือกัน” นายชัชชาติ กล่าว

ที่จ.ชัยนาท โดยที่ชุมชนวัดมะปรางและวัดสมอ ใน ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา ชุมชนท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ได้ถูกมวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา แนวพนังกั้นน้ำถูกแรงดันจากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาดันแตกหลากไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็วทำให้ชาวบ้านกว่า 500 หลังคาเรือนต้องรีถเก็บทรัพย์สินไว้บนถนนคันคลองมหาราช ซึ่งเพียงเวลาภายในคืนเดียวระดับน้ำท่วมสูงถึง 80-160 เซนติเมตรในที่ลุ่มต่ำ

ความคิดเห็น