ผลสำรวจ ชี้ 77% ของเด็กจบใหม่มองบริษัทเรียกร้องประสบการณ์มากเกินไป กว่าครึ่งขาดความมั่นใจจนไม่กล้าสมัครงาน นายจ้างคาดหวังสูงขึ้น อยากได้คนที่ทำงานได้ทันที
- บัณฑิตจบใหม่เผชิญปัญหาหางานยาก เนื่องจากตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-Level) จำนวนมาก ต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 2-3 ปี
- ผลสำรวจในสหรัฐฯ ชี้ว่า 77% ของเด็กจบใหม่มองว่าบริษัทเรียกร้องประสบการณ์มากเกินไป ทำให้กว่าครึ่งขาดความมั่นใจจนไม่กล้าสมัครงานในสายงานนั้นๆ
- นายจ้างคาดหวังสูงขึ้น ต้องการพนักงานที่พร้อมทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนงาน ทั้งที่เป็นเด็กจบใหม่ ซึ่งดูเหมือนผลักภาระให้เด็กเกินไป
ผลสำรวจแรงงานคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ พบ 77% ของเด็กจบใหม่มองว่า บริษัทเรียกร้องประสบการณ์ทำงานมากเกินไปสำหรับตำแหน่งระดับเริ่มต้น นี่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของคนเพิ่งเรียนจบที่ต้องการเริ่มต้นอาชีพ แต่กลับถูกนายจ้างปิดประตูอาชีพใส่ตั้งแต่เพิ่งก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัย
การเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมประสบการณ์ฝึกงานและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการหางานแรกในตลาดแรงงานสหรัฐฯ เพราะหลายบริษัทต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว แม้จะเป็นตำแหน่งระดับเริ่มต้น (Entry-Level) ที่ควรเปิดโอกาสให้คนเพิ่งก้าวเข้าสู่โลกการทำงานก็ตาม
ยกตัวอย่างกรณีของ "เรเชล แกรนดิส" (Rachel Grandis) บัณฑิตใหม่วัย 22 ปีจากมหาวิทยาลัยอีลอน (Elon University) สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน เธอจบการศึกษาด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในเดือนพฤษภาคม 2026 หลังสั่งสมประสบการณ์ในช่วงเรียนมาตลอด 5 ปี ทั้งการผลิตคอนเทนต์ให้ฝ่ายกีฬาของมหาวิทยาลัย ดูแลบัญชีโซเชียลมีเดีย ฝึกงานด้านการตลาด และทำงานพาร์ตไทม์หลายประเภท แต่กลับยังไม่ได้รับข้อเสนองานประจำเต็มเวลา
แกรนดิสเล่าว่า บริษัทที่เปิดรับพนักงานระดับเริ่มต้น มักต้องการคนที่มีประสบการณ์ประมาณ 3 ปี ทำให้เธอตั้งคำถามว่า หากไม่มีบริษัทไหนเปิดโอกาสให้มือใหม่ แล้วเด็กจบใหม่จะมีประสบการณ์ตามที่นายจ้างต้องการได้อย่างไร
เธอยังกังวลว่าระบบคัดกรองใบสมัครด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจคัดผู้สมัครที่เพิ่งเรียนจบออกตั้งแต่ต้น แม้จะมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานก็ตาม
เด็กจบใหม่ไม่โอเค! บริษัทเรียกร้องประสบการณ์มากเกินไป
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแกรนดิสเพียงคนเดียว รายงานด้านความพร้อมในการทำงานของ Cengage บริษัทเทคโนโลยีด้านการศึกษา สำรวจความคิดเห็นระหว่างเดือนเมษายนถึงสิงหาคม 2026 จากผู้จัดการฝ่ายจ้างงาน 931 คน อาจารย์ระดับอุดมศึกษา 759 คน และผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ในสหรัฐฯ 1,100 คน พบว่า
- 77% ของผู้จบใหม่ มองว่า บริษัทต้องการประสบการณ์มากเกินไปสำหรับตำแหน่งระดับเริ่มต้น
- 75% มองว่า ตำแหน่งงานสำหรับมือใหม่จริงๆ มีน้อยเกินไป
- 53% เคยตัดสินใจไม่สมัครงานในสายที่เรียนมา เพราะคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ เพิ่มขึ้นจาก 48% ในปี 2025
- 1 ใน 3 ของผู้จบใหม่ ระบุว่า การขาดประสบการณ์การทำงานเป็นอุปสรรคที่ทำให้พลาดโอกาสได้งาน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนปัญหาที่เด็กจบใหม่กำลังเผชิญ เพราะแม้จะเป็นตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น แต่บริษัทกลับต้องการคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน ทำให้คนที่เพิ่งเรียนจบและยังไม่มีโอกาสสะสมประสบการณ์ ต้องเสียเปรียบในการสมัครงานตั้งแต่แรก
บริษัทอยากได้คนพร้อมทำงาน ก็ไม่อยากเสียเวลาฝึกเด็กใหม่
ไมเคิล แฮนเซน (Michael Hansen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Cengage มองว่า นายจ้างกำลังเพิ่มความคาดหวังต่อพนักงานระดับเริ่มต้น โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อบริษัทนำ AI และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้
นอกจากทักษะวิชาชีพ นายจ้างยังต้องการพนักงานที่มี "ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น" เช่น การประสานงานในทีม และการจัดการโครงการ โดยคาดหวังว่าบัณฑิตจบใหม่คงได้ฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ ผ่านการเรียน กิจกรรมในมหาวิทยาลัย และการฝึกงานมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า นายจ้าง 72% มองว่าความเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานที่รวดเร็ว ทำให้มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาปรับหลักสูตรให้ทันความต้องการของตลาดแรงงานได้ยาก
ขณะเดียวกัน บริษัทจำนวนหนึ่งคาดหวังให้พนักงานใหม่เริ่มทำงานและสร้างผลงานได้ตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องใช้เวลาฝึกพื้นฐานมากนัก แฮนเซนมองว่า นายจ้างบางส่วนมีความอดทนน้อยลงในการฝึกทักษะให้พนักงานใหม่ เมื่อเทียบกับช่วง 5-10 ปีก่อน ทั้งที่การฝึกอบรมเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คนเริ่มต้นอาชีพพัฒนาตัวเองได้
งานสำหรับเด็กจบใหม่ลดลง โอกาสเริ่มต้นอาชีพยิ่งยากขึ้น
นอกจากเงื่อนไขการรับสมัครที่เข้มงวดขึ้น จำนวนตำแหน่งงานสำหรับคนเริ่มต้นอาชีพก็ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
ข้อมูลจาก Handshake แพลตฟอร์มหางานสำหรับนักศึกษาและคนเริ่มต้นอาชีพ ระบุว่า จำนวนประกาศรับสมัครงานระดับเริ่มต้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2025 ถึงมิถุนายน 2026 เพิ่มขึ้นเพียง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังลดลงต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปี
เมื่อเปรียบเทียบตำแหน่งงานประจำเต็มเวลาที่เปิดรับบัณฑิตรุ่นปี 2022 กับรุ่นปี 2026 พบว่า บริษัทเปิดรับบัณฑิตรุ่นปี 2022 มากกว่าเกือบ 2 เท่า
ขณะที่ข้อมูลจาก LinkedIn ระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2026 การจ้างงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 6.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เคยรองรับพนักงานระดับเริ่มต้นจำนวนมาก เช่น บริการทางการเงิน เทคโนโลยี สื่อและสารสนเทศ รวมถึงบริการวิชาชีพ ก็ลดลงประมาณ 33-43% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2021
เมื่อจำนวนตำแหน่งงานมีจำกัด แต่บริษัทต้องการคนมีประสบการณ์มากขึ้น เด็กจบใหม่จึงต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น และอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้งานตรงกับวุฒิการศึกษาหรือสายอาชีพที่ต้องการ
เรียนจบแล้วคุ้มไหม เมื่อปริญญาไม่ใช่หลักประกันการมีงานทำ
ความยากในการหางานทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย รายงานของ Cengage พบว่า สัดส่วนผู้จบใหม่ที่มองว่าการศึกษาคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายลดลงจาก 68% ในปี 2022 เหลือเพียง 37% ในรายงานล่าสุด
นอกจากนี้ เด็กจบใหม่มองว่า ประสบการณ์ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการได้งาน โดยมีสัดส่วน 24% สูงกว่าการมีวุฒิการศึกษา ซึ่งอยู่ที่ 14% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปริญญาอาจไม่เพียงพอสำหรับการสมัครงาน
สำหรับแกรนดิส เธอเชื่อว่าการศึกษามอบทักษะที่จำเป็นสำหรับงานด้านการสื่อสารและการตลาดให้แล้ว แต่ปัญหาคือเธอต้องแข่งขันกับผู้สมัครที่มีประสบการณ์มากกว่า แม้จะสมัครงานระดับเดียวกันก็ตาม
เธอจึงเริ่มบันทึกประสบการณ์การหางานลงบน TikTok และมีวิดีโอหลายชิ้นได้รับความสนใจ จนเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน
ปัญหานี้ต้องแก้ที่ใคร นายจ้าง สถาบันการศึกษา หรือตัวเด็ก?
เมื่อคนเพิ่งเรียนจบจำนวนมากยังหางานไม่ได้ตามที่คาดหวัง คำถามสำคัญคือ ใครควรรับผิดชอบในการเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ระหว่างตัวนักศึกษา สถาบันการศึกษา และนายจ้าง
ผลสำรวจของ Cengage พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนมองว่าบริษัทมีความรับผิดชอบค่อนข้างน้อยในการช่วยให้ผู้จบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยมีนักศึกษา 17% อาจารย์ 11% และนายจ้าง 19% ที่มองว่าบริษัทมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้น้อยที่สุด
แม้การเตรียมความพร้อมของนักศึกษาและสถาบันการศึกษาจะมีความสำคัญ แต่แฮนเซนมองว่านายจ้างควรทำงานร่วมกับสถานศึกษาให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาทักษะที่ตลาดต้องการ ผ่านการเรียนในห้องเรียน การฝึกงาน และโอกาสฝึกอบรมรูปแบบอื่นๆ
บริษัทไม่ควรคาดหวังให้ผู้สมัครมีคุณสมบัติครบทุกด้านตั้งแต่แรก แล้วตำหนิว่าหาคนที่เหมาะกับงานไม่ได้ แต่ควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็น
ทางออกของเรื่องนี้จึงไม่ควรเป็นการผลักภาระให้เด็กจบใหม่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสถานศึกษาและนายจ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ทดลองทำงาน และพัฒนาทักษะจากประสบการณ์จริง
เพราะถ้าบริษัทต้องการพนักงานที่มีประสบการณ์ ก็จำเป็นต้องช่วยสร้างโอกาสให้คนเหล่านั้นได้เริ่มต้นสะสมประสบการณ์ด้วย มิฉะนั้น งานระดับเริ่มต้นที่ควรเป็นประตูบานแรกของชีวิตการทำงาน ก็อาจกลายเป็นประตูที่เด็กจบใหม่ก้าวผ่านไปไม่ได้เสียที
อ้างอิง: CNBC Make it, EconomicGraph Linkedin