ประเทศไทยประสบปัญหาภาวะภัยแล้งมาตั้งแต่ปี 2569 โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization หรือ WMO) และสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA) ต่างเตือนตรงกันว่า ปี 2570 ไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะ “เอลนีโญพลัส 1” หรือสภาวะอากาศสุดขั้ว 2 ด้านในตัว คือมีทั้งภาวะแล้งจัดต้นปีและน้ำท่วมหนักปลายปี จากการพลิกกลับขั้วของสภาพอากาศอย่างรวดเร็ว
ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ออกแถลงการณ์เตือนภัยสภาพอากาศระดับสากล โดยระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Supersized El Nio) ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนขั้นรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไปจนถึง ก.พ.2570
เศรษฐกิจเสียหายแสนล้าน
ศูนย์วิจัยกรุงศรีประเมินว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ไทยยังเผชิญผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญหรือภัยแล้ง ขณะกลางปีจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ลานีญาเสี่ยงอุทกภัย คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมพื้นที่ 5.2 ล้านไร่ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายรวม 1.271 แสนล้านบาท ฉุดจีดีพีไทยลดลง 0.65% พืชสำคัญที่เสียหายคือ ข้าว ผลผลิต ลดลง 12% อ้อย ลดลง 16% ปาล์มน้ำมันลดลง 8.5% รวมไปถึงมันสำปะหลังและยางพารา
รายได้เกษตรกรลดลง 2%
บทวิเคราะห์เชิงลึกของ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่าผลผลิตเกษตรที่เสียหายจะซ้ำเติมปัญหาคุณภาพหนี้ครัวเรือน ทำให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวเหลือ 2.0% รัฐอาจต้องเพิ่มงบเยียวยา 4.0% และงบลงทุนบริหารจัดการน้ำอาจเพิ่มขึ้น 4.5% อาจจะทำให้ไทยตกอยู่ในภาวะ Mini-Stagflation หรือเศรษฐกิจโตช้าลง พร้อมกับเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวสูงถึง 2.5% จากราคาอาหารสดที่แพงขึ้นตามซัพพลายที่หายไป ขณะที่ SCB EIC ออกมาระบุว่าปัญหาดังกล่าวจะฉุดให้รายได้ของเกษตรกรไทยลดลง 2%
นอกจากพืชไร่เสียหายยังกระทบต่อเนื่องไปยังภาคประชาชน อุตสาหกรรมและบริการ ที่กระทบทางตรงคือค่าครองชีพประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากข้าวของเสี่ยงแพงขึ้น โดยเฉพาะอาหารสด เช่น หมู ไก่ ไข่ และอาหารสำเร็จรูปอย่างข้าวแกง จากปัญหาวัตถุดิบอาหารที่มีปริมาณลดลง แรงกระแทกจะส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแปรรูป ก่อนขยายไปถึงธุรกิจการค้า ร้านอาหาร และโรงแรมที่ต้องแบกรับต้นทุนอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปที่สูงขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียม และยา
หวั่นกระทบเชื่อมั่นลงทุน
หากปัญหาภัยแล้ง หรือท่วมเกิดใน EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญของไทยอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ อาจชะลอการลงทุนใหม่หรือถ้าเลวร้ายที่สุดอาจย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มีความมั่นคงด้านน้ำและโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า อาจกระทบต่อโครงการ Thailand FastPass เพื่อเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
มาดูกันว่ารัฐบาลเตรียมมาตรการรับมือไว้อย่างไร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมากำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ใช้ข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้า วางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอ และไม่รอให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำแล้วจึงแก้ไข เน้นให้ความสำคัญดูแลประชาชนเป็นอันดับแรก รวมไปถึงพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ลงทุนประเทศ
แผนบริหารจัดการของรัฐ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่าในงบประมาณปี 2570 รัฐบาลได้กำหนดให้มีมาตรการเพิ่มความจุแหล่งเก็บกักน้ำ 83.35 ล้าน ลบ.ม.จัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับระบบประปา ครอบคลุม 2,203,563 ครัวเรือน และปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน รวมถึงรณรงค์ใช้น้ำตามหลัก 3R-Reduce, Reuse, Recycle ยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยและบริหารเหตุฉุกเฉินบนฐานข้อมูลดิจิทัล ล่าสุดรัฐบาลได้เปิดตัวระบบ “One Map น้ำ” รวมคลังข้อมูลน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติจาก 4 หน่วยงานหลักไว้ในจุดเดียว ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA), สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ได้ทำงานร่วมกัน บูรณาการข้อมูลเข้าสู่ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ โดยมีการแบ่งหน้าที่การทำงานชัดเจน คือ กรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) เมื่อเกิดพายุและฝนตกหนัก
ด้านนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) วางแผนรับมือ น้ำท่วม-ภัยแล้ง ในพื้นที่เสี่ยง 3 แห่ง รวม 1,701 โครงการ ได้แก่ หาดใหญ่ 223 โครงการ ชายแดนใต้ 859 โครงการ และน่าน 619 โครงการ ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ สาธารณูปโภค การจัดการน้ำ และการเตือนภัย โดยหาดใหญ่เร่ง 97 โครงการเร่งด่วน หวังลดความเสียหายจากมหาอุทกภัย
ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์สั่งกรมชลฯ เร่งการเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม โดยใช้หลัก “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” รวมทั้งเตรียมงบประมาณปี 2570 ไว้ใช้ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มน้ำในพื้นที่เกษตรและอ่างเก็บน้ำรวม 1,620 ล้าน ลบ.ม.
ล่าสุดรัฐบาลจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” จัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนคุ้มครองภัย 30 ล้านครัวเรือน ครอบคลุม น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว เริ่ม 1 ต.ค. 2569 โดยน้ำท่วมจ่ายเบื้องต้น 10,000 บาท และความเสียหายรวมสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเสียชีวิตจ่าย 2 ล้านบาท
แนะทำแผนดูแลราคาสินค้า
แม้ว่ารัฐบาลจะวางมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลคุ้มครองกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยธรรมชาติเช่น เกษตรกร และภาคอุตสาหกรรมที่อาจได้รับความเสียหายรุนแรง แต่ไม่ควรมองข้ามคนส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ปลายทางอาจได้รับผลกระทบด้านปากท้อง จากสินค้าขาด หรือสินค้าแพง รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ควรมีการวางแผนรับมือราคาสินค้าอย่างชัดเจนควบคู่ไปกับแผนบริหารจัดการน้ำด้วย โดยใช้ข้อมูลน้ำ ผลผลิต และราคาตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าดูว่าสินค้าอะไรเสี่ยงขาด-ราคาอะไรมีแนวโน้มพุ่ง เพื่อให้รัฐเข้าแทรกแซงก่อนราคาจะส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลปี 2570 จึงไม่ใช่แค่ “น้ำเพียงพอหรือไม่” แต่คือรัฐเตรียมมาตรการรับมือภัยพิบัติ 2 ขั้ว ทั้งแล้งและท่วม ครอบคลุมทุกภาคส่วนแล้วหรือยัง เพื่อสกัดไม่ให้วิกฤตลุกลามจากภัยธรรมชาติสู่ “วิกฤติค่าครองชีพ” ที่กระทบปากท้องประชาชน