คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangกรุงเทพฯ · เปลี่ยน

รายงานพิเศษ – โจทย์หินตั้ง 8 เขตเศรษฐกิจ EEC รัฐต้องเปลี่ยนทุนใหญ่เป็นรายได้สู่ชุมชน

ที่มา: ข่าวสด

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามระหว่างมหาอำนาจกับตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีอัจฉริยะ

โดยเมื่อวันที่ 6 ต.ค.2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการจัดตั้ง เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษใหม่จำนวน 8 แห่ง ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ซึ่งได้แก่ พลังงาน อาหาร การแพทย์ และโลจิสติกส์ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ตามข้อเสนอของนายจุฬา สุขมานพเลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หวังจะใช้เป็นเครื่องยนต์หลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าไทย

เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษจำนวน 8 แห่ง ประกอบด้วย

1.นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2, 2.สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2, 3.เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร บางปะกง กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน, 4.นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 5.นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง เน้นอุตสาหกรรมยางพารา ยานยนต์สมัยใหม่ และดิจิทัล, 6.ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ พัทยา รองรับ Medical Hub และอุตสาหกรรมการแพทย์แม่นยำ

7.สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 สถานี LNG มุ่งเน้นความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ 8.เขตส่งเสริมสมาร์ต โลจิสติกส์ ฉะเชิงเทรา เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนระบบขนส่งสินค้าของประเทศ

กพอ. จะนำกฎหมายและสิทธิประโยชน์ของ EEC มาใช้ขับเคลื่อน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งสิทธิพิเศษเต็มรูปแบบตามที่ พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561, บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) อำนวยความสะดวกในกระบวนการอนุมัติและอนุญาตต่างๆ ให้มีความรวดเร็วและลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics) ไปพร้อมๆ กัน

โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศหลายแสนล้านบ้าน เฉพาะนิคมหลักชัยเมืองยางแห่งเดียวก็คาดว่าจะสร้างมูลค่าการลงทุนได้กว่า 100,000 ล้านบาท ขณะที่ฝั่งมาบตาพุดคาดว่าจะกระตุ้นการลงทุนเครื่องจักรและงานวิจัยเชื่อมโยงอีกราว 77,480 ล้านบาท เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากที่จะไหลเข้าไทยในอนาคตจะสร้างโอกาสให้กับประเทศ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะฝืดเคืองได้

รวมทั้งยังช่วยยกระดับสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ไทยให้หลุดพ้นอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) เปลี่ยนไปเน้นอุตสาหกรรมไฮเทคและมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์แม่นยำ, พลังงานสะอาด,ความมั่นคงด้านการเกษตรและอาหาร และสมาร์ต โลจิสติกส์ ที่สำคัญยังช่วยยกระดับความสามารถการแข่งขันและลดต้นทุนของภาคธุรกิจไทยช่วยสร้างแต้มต่อให้ไทยสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ดีขึ้นโดยเฉพาะในอาเซียน

แต่ในโอกาสก็ย่อมความเสี่ยงและข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของความเจริญ อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC เป็นหลัก ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และแรงงานฝีมือดีหลั่งไหลเข้าสู่ภาคตะวันออกมากขึ้น ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน อาจสูญเสียโอกาสในการดึงดูดทุนข้ามชาติ

รวมทั้ง ปัญหาราคาที่ดินพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วสะท้อนจากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (Real Estate Information Center) หรือ REIC ที่ระบุว่า ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนา ในพื้น ที่ EEC ไตรมาส 2 ปี 2569มีการขยับขึ้นมาอยู่ที่ 458.8ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จังหวัดที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มสูงสุด 5 อันดับ คือ ฉะเชิงเทรา เพิ่มขึ้น 87.2% รองลงมา คือ ชลบุรี เพิ่มขึ้น 31.2% และระยอง เพิ่มขึ้น 12.0% ส่งผลกระทบต่อราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพของประชาชนในท้องถิ่นดั้งเดิม และกระทบไปถึงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอาจปรับตัวสูงขึ้น กระทบประชาชนที่มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษ และความมั่นคงด้านทรัพยากรก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ภาคสังคมกังวล เพราะการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและพลังงาน อาจสร้างแรงกดดันต่อการ จัดสรรน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชน โดยเฉพาะโรงงานแปรรูปอาหาร นิคมอุตสาหกรรม และสถานี LNG ที่มีความต้องการใช้น้ำและสาธารณูปโภคมาก

จึงต้องวางแผนให้ดีเกี่ยวกับการจัดสรรน้ำ ภาคอุตสาหกรรมครัวเรือนและเกษตรกรรม โดยเฉพาะช่วงภัยแล้ง รวมไปถึงความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศ ขยะอุตสาหกรรมที่อาจทำให้ชุมชนโดยรอบต้องแบกรับความเสี่ยง และการสูญเสียรายได้ภาษีของประเทศจากการให้สิทธิพิเศษแก่นักลงทุนในยุคที่รัฐบาลกำลังต้องการรายได้ไปอุดหนุนสวัสดิการสังคม

โจทย์ที่ท้าทายที่สุดของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 8 แห่ง คือการแปรเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ซึ่งสามารถทำได้ผ่าน 3 กลไกสำคัญ คือ 1.การดึงวัตถุดิบและสินค้าเกษตรของไทยในท้องถิ่นหรือแหล่งอื่นๆในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตในเขตเศรษฐกิจ เพราะ หากภาคอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ 100% ชุมชนในท้องถิ่นจะเสียโอกาสและไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องกำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

2.การจ้างงานคนในท้องถิ่นและการยกระดับทักษะ เพื่อให้เม็ดเงินจ้างงานหมุนเวียนไหลเข้าสู่ครัวเรือนได้จริง รัฐบาลควรมีส่งเสริมให้สถานประกอบการเปิดรับนักเรียนอาชีวศึกษาและคนในชุมชนเข้าฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน พร้อมสร้างเส้นทางจากการฝึกทักษะไปสู่การจ้างงานจริง รวมถึงสนับสนุนการเรียนรู้ระหว่างทำงานและการเพิ่มทักษะให้แรงงานเดิม เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ และมีโอกาสก้าวไปสู่ตำแหน่งงานที่มีค่าจ้างสูงขึ้น

3.การกระจายรายได้สู่ชุมชนผ่านวิสาหกิจและท่องเที่ยว เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจชุมชนได้อย่างทั่วถึง รัฐควรเชื่อมโยงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล สวนผลไม้ วิถีเกษตรกรรม อาหารพื้นถิ่น และวัฒนธรรมชุมชนที่สามารถต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ได้จริง

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 8 แห่ง จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่มีเงินลงทุนเข้ามามากแค่ไหน หรือสร้างโรงงานได้กี่แห่ง แต่อยู่ที่ว่าชาวบ้านได้ประโยชน์อะไรจากการพัฒนาเหล่านี้ เพราะแม้การลงทุนจะช่วยสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากตามมาด้วยราคาที่ดินและค่าเช่าบ้านที่แพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น น้ำไม่พอใช้ หรือมีปัญหามลพิษ คนที่อยู่ในพื้นที่มาแต่เดิมก็อาจต้องแบกรับภาระหนักกว่าเดิม รัฐบาลจึงต้องทำให้มั่นใจว่า การดึงดูดนักลงทุนจะไม่ทำให้ชาวบ้านเสียโอกาสในการทำมาหากินและมีชีวิตที่ดีขึ้น

เพราะการพัฒนาที่แท้จริงไม่ใช่แค่ทำให้เศรษฐกิจโต แต่ต้องทำให้คนในพื้นที่อยู่ดี กินดี และมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวด้วย

ความคิดเห็น